<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>การลงทุน &#187; ไมโครไฟแนนซ์</title>
	<atom:link href="http://sarut-homesite.net/tag/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%8b%e0%b9%8c/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://sarut-homesite.net</link>
	<description>บทความการลงทุน การเล่นหุ้น วิเคราะห์ เศรษฐศาสตร์</description>
	<lastBuildDate>Mon, 06 Sep 2010 17:11:35 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.1</generator>
		<item>
		<title>Microfinance ทางออกของความจน และหนี้นอกระบบของคนไทย : สรสิช ศรีใจภา</title>
		<link>http://sarut-homesite.net/microfinance-%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%99-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://sarut-homesite.net/microfinance-%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%99-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 21 Aug 2010 18:20:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Our Columnist]]></category>
		<category><![CDATA[microcredit]]></category>
		<category><![CDATA[PoomCTP]]></category>
		<category><![CDATA[สรสิช ศรีใจภา]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ไมโครไฟแนนซ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8805</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อไม่กี่วันมานี้ผมได้อ่านข่าวที่ทำให้ผม “ดีใจ” เอามากๆ นั่นคือการที่รัฐบาลประกาศปูรากฐาน Microfinance เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบในระยะยาว ถ้าเคยติดตามบทความของผมมาบ้างจะรู้ว่าผมชอบแนวคิดของ ยูนุส เจ้าของแนวคิด Microfinance และ Social business enterprise เป็นอย่างมาก ฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ข่าวนี้ทำให้ผมสนใจมากขนาดไหน ผมเองก็เคยคิดว่าระบบนี้อาจจะใช้กับประเทศไทยเราไม่ได้ ก็คนไทยหนะเหมือนชาวโลกประเทศอื่นซะที่ไหนหละครับ (ไม่ทำอะไรก่อน รอคนมาป้อน ไม่พอใจก็ประท้วง บลาๆๆ ด่าคนประเทศตัวเองได้อีกเพียบเลยครับ แต่หยุดแค่นี้ก่อนเดี๋ยวจะหาว่าผมไม่ใช่คนไทยเอา = =) แต่ท้ายที่สุดมันก็ต้องลองกันก่อนถึงจะรู้ ต้องให้โอกาสรัฐบาลพิสุจน์ว่าแนวคิดนี้ใช้ได้หรือไม่ แน่นอนว่าตอนที่รัฐบาลประกาศจะใช้นโยบายนี้ ก็มีคนออกมาว่าออกมาบอกว่าใช้ไม่ได้หรอก บลาๆๆ ว่ากันไป แต่ผมกลับคิดว่าเป็นโอกาสอันดีที่นอกจากจะใช้แก้ไขปัญหาที่คนจนเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยากแล้ว ยังจะแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบได้อีกด้วย แหล่งเงินทุนที่คนจนหาได้ง่ายที่สุดคือเงินกู้นอกระบบ ที่ดอกเบี้ยแพงมหาศาล และยาก(มากถึงมากที่สุด)ที่จะหลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์นั้นได้ แต่คนจนก็ไม่มีทางเลือกมากนัก สุดท้ายก็ต้องใช้เงินกู้นอกระบบต่อไป นโยบายนี้จึงเป็นทางออกอย่างหนึ่งในการช่วยให้ลูกหนี้ทั้งหลายทำให้หนี้ตัวเองเข้าสู่ระบบของรัฐ ให้มาอยู่ในอัตราดอกเบี้ยที่สมเหตุสมผลและไม่ต้องมีใครมาตามทวง(กระทืบ) เวลาถึงกำหนดคืนเงิน แถมนโยบายนี้ยังไม่ใช่นโยบายระยะสั้นที่ผมไม่ชอบ อย่างแจกเงินให้ไปใช้หนี้ หรือชำระหนี้แทนอีกด้วย เพราะการจะแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ต้องมุ่งไปที่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน โดยต้องไม่หวังผลทางการเมืองระยะสั้น(นโยบายประชานิยม) Microfinance เป็นการมอบโอกาสทางการเงินให้กับคนจนที่เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก แนวคิดนี้เป็นแนวคิดป้องกันมากกว่าแนวคิดแก้ไข (ซึ่งถูกใจผมมากเพราะคนไทยชอบแก้ไขมาแต่ไหนแต่ไร) เพราะว่าเป็นการสอนให้คนจนได้บริหารเงินของตนมากกว่าจะรอรับเงินคนอื่นมาใช้ ตามแนวคิดของยูนุสที่ว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/08/Microfinance.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-8806" title="Microfinance" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/08/Microfinance.jpg" alt="" width="299" height="349" /></a></p>
<p>เมื่อไม่กี่วันมานี้ผมได้อ่านข่าวที่ทำให้ผม “ดีใจ” เอามากๆ นั่นคือการที่รัฐบาลประกาศปูรากฐาน <strong>Microfinance</strong> เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบในระยะยาว ถ้าเคยติดตามบทความของผมมาบ้างจะรู้ว่าผมชอบแนวคิดของ ยูนุส เจ้าของแนวคิด Microfinance และ Social business enterprise เป็นอย่างมาก ฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ข่าวนี้ทำให้ผมสนใจมากขนาดไหน</p>
<p>ผมเองก็เคยคิดว่าระบบนี้อาจจะใช้กับประเทศไทยเราไม่ได้ ก็คนไทยหนะเหมือนชาวโลกประเทศอื่นซะที่ไหนหละครับ (ไม่ทำอะไรก่อน รอคนมาป้อน ไม่พอใจก็ประท้วง บลาๆๆ ด่าคนประเทศตัวเองได้อีกเพียบเลยครับ แต่หยุดแค่นี้ก่อนเดี๋ยวจะหาว่าผมไม่ใช่คนไทยเอา = =) แต่ท้ายที่สุดมันก็ต้องลองกันก่อนถึงจะรู้</p>
<p><strong>ต้องให้โอกาสรัฐบาลพิสุจน์ว่าแนวคิดนี้ใช้ได้หรือไม่ แน่นอนว่าตอนที่รัฐบาลประกาศจะใช้นโยบายนี้ ก็มีคนออกมาว่าออกมาบอกว่าใช้ไม่ได้หรอก บลาๆๆ ว่ากันไป แต่ผมกลับคิดว่าเป็นโอกาสอันดีที่นอกจากจะใช้แก้ไขปัญหาที่คนจนเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยากแล้ว ยังจะแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบได้อีกด้วย</strong></p>
<p><strong>แหล่งเงินทุนที่คนจนหาได้ง่ายที่สุดคือเงินกู้นอกระบบ ที่ดอกเบี้ยแพงมหาศาล และยาก(มากถึงมากที่สุด)ที่จะหลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์นั้นได้</strong> แต่คนจนก็ไม่มีทางเลือกมากนัก สุดท้ายก็ต้องใช้เงินกู้นอกระบบต่อไป</p>
<p>นโยบายนี้จึงเป็นทางออกอย่างหนึ่งในการช่วยให้ลูกหนี้ทั้งหลายทำให้หนี้ตัวเองเข้าสู่ระบบของรัฐ ให้มาอยู่ในอัตราดอกเบี้ยที่สมเหตุสมผลและไม่ต้องมีใครมาตามทวง(กระทืบ) เวลาถึงกำหนดคืนเงิน แถมนโยบายนี้ยังไม่ใช่นโยบายระยะสั้นที่ผมไม่ชอบ อย่างแจกเงินให้ไปใช้หนี้ หรือชำระหนี้แทนอีกด้วย <strong>เพราะการจะแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ต้องมุ่งไปที่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน โดยต้องไม่หวังผลทางการเมืองระยะสั้น(นโยบายประชานิยม)</strong></p>
<p>Microfinance เป็นการมอบโอกาสทางการเงินให้กับคนจนที่เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก แนวคิดนี้เป็นแนวคิดป้องกันมากกว่าแนวคิดแก้ไข (ซึ่งถูกใจผมมากเพราะคนไทยชอบแก้ไขมาแต่ไหนแต่ไร) เพราะว่าเป็นการสอนให้คนจนได้บริหารเงินของตนมากกว่าจะรอรับเงินคนอื่นมาใช้</p>
<p><strong>ตามแนวคิดของยูนุสที่ว่า โลกจะไม่มีปัญหาความยากจน ถ้าเราสามารถทำให้คนจนเข้าใจและกลายเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจโดยรวม พัฒนาความเข้มแข็งและนำไปสู่การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่สังคมไทยทุกระดับ และลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมลงอีกด้วย</strong></p>
<p>อีกหนึ่งข่าวดีที่ผมได้อ่านเจอก็คือการประกาศเพิ่มเงินเดือนของภาครัฐ นี่แหละ!! นี่แหละครับแนวทางแก้ไขปัญหาความยากจน เพราะจะช่วยไม่ให้คนเก่งๆไปทำงานภาคเอกชนกันเสียหมด แม้ว่าจะเพิ่มให้เท่าเลยทีเดียวไม่ได้ แต่จะค่อยๆปรับไปให้เท่าภายใน 5 ปี</p>
<p>ผมก็ได้แต่หวังว่านโยบายดีๆอย่างนี้จะได้รับโอกาสจากคนไทยด้วยกันนะครับ อย่าให้คนที่ไม่พอใจรัฐบาลหรืออะไรก็แล้วแต่มาขัดขวางการก้าวหน้าของประเทศเราเลยครับ</p>
<p>สุดท้ายผมก็หวังว่า นโยบายดีๆเหล่านี้จะออกมาดี และช่วยแก้ไขความยากจนในประเทศเราอย่างยั่งยืน จะได้แค่ไหนเราก็ต้องมาติดตามกันดูหละครับ</p>
<p>####</p>
<p><strong>บทความอ่านประกอบ</strong></p>
<p>- <a href="http://www.sarut-homesite.net/%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%AE%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%94-%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%AA-muhammad-yunus-%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%AD/" target="_blank">มูฮัมหมัด ยูนุส (Muhammad Yunus) เจ้าของแนวคิดธนาคารเพื่อคนจน และรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปี 2006</a></p>
<p>- <a href="http://www.sarut-homesite.net/%E0%B8%81%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%95-%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A/" target="_blank">“กู้โลกด้วยโยเกิร์ต” กับแนวคิด Social Business Enterprise ของ Muhammad Yunus</a></p>
<p>- <a href="http://www.sarut-homesite.net/%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%95-%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B9%87%E0%B8%8D/" target="_blank">ไมโครเครดิต : จันทร์เพ็ญ กิตติเวทย์วิทยา</a></p>
<p><strong>Microfinance ทางออกของความจน และหนี้นอกระบบของคนไทย</strong></p>
<p><strong>Our Columnist @ www.sarut-homesite.net</strong></p>
<p><strong>สรสิช ศรีใจภา (PoomCTP)</strong></p>
<p><strong>22 ส.ค. 2553</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sarut-homesite.net/microfinance-%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%99-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>5</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทักษะ ความรู้ และวิธีจัดการ ของกลุ่มการเงินชุมชน ; ข้อคิดจากการลงพื้นที่ : สฤณี อาชวานันทกุล</title>
		<link>http://sarut-homesite.net/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94/</link>
		<comments>http://sarut-homesite.net/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 25 Jun 2010 12:34:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Economics]]></category>
		<category><![CDATA[microcredit]]></category>
		<category><![CDATA[การเงินชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[สฤณี อาชวานันทกุล]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ไมโครเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ไมโครไฟแนนซ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8652</guid>
		<description><![CDATA[หลังจากที่ทำให้คนไทยทั้งประเทศหายใจไม่ทั่วท้องนานกว่าสองเดือน ในที่สุดการชุมนุมปี 2553 ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก็ได้จบลงอย่างเศร้าสลดในวันที่ 19 พฤษภาคม ด้วยความตายของผู้ชุมนุมรวมแปดสิบกว่าชีวิตตลอดระยะเวลาการชุมนุม รวม 6 ชีวิตที่ตายในเขตอภัยทานของวัดปทุมวนารามในวันสุดท้าย ตลอดจนอาคารร้านค้าที่วอดวายในเปลวเพลิงอันเกิดจากส่วนผสมระหว่าง ความแค้นของผู้ชุมนุม ความเยือกเย็นของนักก่อวินาศกรรมมืออาชีพ ประกอบกับอาการ &#8220;เกียร์ว่าง&#8221; อย่างน่าเกลียดของเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมากที่ยืนมองความวินาศเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา การชุมนุมจบลงไปแล้ว แต่ความขัดแย้งในสังคมไทยยังไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลง และสาเหตุใหญ่ที่มันจะยังไม่สิ้นสุดไปอีกนาน นอกเหนือจากประเด็นการแย่งชิงอำนาจทางการเมืองก็คือข้อเท็จจริงที่ว่า ความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในสังคมไทยนั้นมีจริงและมีมานานแล้ว และถึงเวลาที่จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ปัญหาความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรม ก็เหมือนกับปัญหาใหญ่ปัญหาอื่นในปัจจุบันตรงที่ &#8220;วิธีแก้&#8221; เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ความรู้ ความสามารถ และการมีส่วนร่วม แต่ตราบใดที่เรายังไม่ถกกันเรื่องวิธีแก้อย่างจริงจัง เราก็ไม่มีวันแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน เพราะวิธีแก้เดิมๆหลายวิธีใช้การไม่ได้แล้ว แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ หรือรู้แต่ยังใช้ต่อไปเพราะนึกว่าไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่า &#8220;วิธีแก้เดิมๆ&#8221; วิธีหนึ่งที่ใช้การไม่ได้อีกต่อไปแล้ว คือความพยายามที่จะแก้ปัญหาระดับชุมชนแบบ &#8220;จากบนลงล่าง&#8221; คือเอารัฐบาลกลางเป็นศูนย์กลาง แต่งตั้งคณะกรรมการอะไรสักอย่างขึ้นมาเขียนแผนกลยุทธ์ที่ฟังดูสวยหรู แต่มีประสิทธิผลต่ำมากในทางปฏิบัติ เพราะมักจะเขียนจากหอคอยงาช้างโดยปราศจากความเข้าใจในบริบทของท้องถิ่น เต็มไปด้วยเป้าหมายลอยๆที่ไร้กลไกการตรวจสอบติดตามผล และตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรม และมีความเสี่ยงที่จะถูกนักการเมืองและข้าราชการแต่ละระดับ &#8220;ชักหัวคิว&#8221; ระหว่างทางจนแทบไม่มีอะไรตกถึงมือชาวบ้าน หรือไม่เช่นนั้น ก็ทำให้ชาวบ้านต้องพึ่งพานักการเมืองหรือข้าราชการไปเรื่อยๆ เพราะนโยบายรัฐให้ความสำคัญกับเม็ดเงินที่ตอกลิ่มการพึ่งพา มากกว่าศักยภาพในการพึ่งพาตนเองของชาวบ้าน วิกฤตทางการเมืองรอบนี้ จึงชี้ให้เห็นความสำคัญของการ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/06/microfinance.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8653" title="microfinance" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/06/microfinance-296x300.jpg" alt="" width="296" height="300" /></a></p>
<p>หลังจากที่ทำให้คนไทยทั้งประเทศหายใจไม่ทั่วท้องนานกว่าสองเดือน ในที่สุดการชุมนุมปี 2553 ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก็ได้จบลงอย่างเศร้าสลดในวันที่ 19 พฤษภาคม ด้วยความตายของผู้ชุมนุมรวมแปดสิบกว่าชีวิตตลอดระยะเวลาการชุมนุม รวม 6 ชีวิตที่ตายในเขตอภัยทานของวัดปทุมวนารามในวันสุดท้าย ตลอดจนอาคารร้านค้าที่วอดวายในเปลวเพลิงอันเกิดจากส่วนผสมระหว่าง ความแค้นของผู้ชุมนุม ความเยือกเย็นของนักก่อวินาศกรรมมืออาชีพ ประกอบกับอาการ &#8220;เกียร์ว่าง&#8221; อย่างน่าเกลียดของเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมากที่ยืนมองความวินาศเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา</p>
<p><strong>การชุมนุมจบลงไปแล้ว แต่ความขัดแย้งในสังคมไทยยังไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลง และสาเหตุใหญ่ที่มันจะยังไม่สิ้นสุดไปอีกนาน นอกเหนือจากประเด็นการแย่งชิงอำนาจทางการเมืองก็คือข้อเท็จจริงที่ว่า ความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในสังคมไทยนั้นมีจริงและมีมานานแล้ว และถึงเวลาที่จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน</strong></p>
<p><strong>ปัญหาความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรม ก็เหมือนกับปัญหาใหญ่ปัญหาอื่นในปัจจุบันตรงที่ &#8220;วิธีแก้&#8221; เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ความรู้ ความสามารถ และการมีส่วนร่วม</strong> แต่ตราบใดที่เรายังไม่ถกกันเรื่องวิธีแก้อย่างจริงจัง เราก็ไม่มีวันแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน เพราะวิธีแก้เดิมๆหลายวิธีใช้การไม่ได้แล้ว แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ หรือรู้แต่ยังใช้ต่อไปเพราะนึกว่าไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่า</p>
<p>&#8220;วิธีแก้เดิมๆ&#8221; วิธีหนึ่งที่ใช้การไม่ได้อีกต่อไปแล้ว คือความพยายามที่จะแก้ปัญหาระดับชุมชนแบบ &#8220;จากบนลงล่าง&#8221; <strong>คือเอารัฐบาลกลางเป็นศูนย์กลาง แต่งตั้งคณะกรรมการอะไรสักอย่างขึ้นมาเขียนแผนกลยุทธ์ที่ฟังดูสวยหรู แต่มีประสิทธิผลต่ำมากในทางปฏิบัติ</strong> เพราะมักจะเขียนจากหอคอยงาช้างโดยปราศจากความเข้าใจในบริบทของท้องถิ่น เต็มไปด้วยเป้าหมายลอยๆที่ไร้กลไกการตรวจสอบติดตามผล และตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรม และมีความเสี่ยงที่จะถูกนักการเมืองและข้าราชการแต่ละระดับ &#8220;ชักหัวคิว&#8221; ระหว่างทางจนแทบไม่มีอะไรตกถึงมือชาวบ้าน หรือไม่เช่นนั้น ก็ทำให้ชาวบ้านต้องพึ่งพานักการเมืองหรือข้าราชการไปเรื่อยๆ เพราะนโยบายรัฐให้ความสำคัญกับเม็ดเงินที่ตอกลิ่มการพึ่งพา มากกว่าศักยภาพในการพึ่งพาตนเองของชาวบ้าน</p>
<p>วิกฤตทางการเมืองรอบนี้ จึงชี้ให้เห็นความสำคัญของการ &#8220;ปลดแอก&#8221; ชาวบ้านออกจากอำนาจของนักการเมืองระดับชาติและระบบราชการส่วนกลาง และเผยความสำคัญของ <strong>&#8220;การพัฒนาอย่างยั่งยืน&#8221; </strong>ซึ่งมีแนวคิดการพัฒนาจากฐานรากเป็นหัวใจสำคัญ</p>
<p>ผู้เขียนหวังว่า วิกฤตครั้งนี้ จะช่วยให้ปราชญ์ชาวบ้านและผู้เชี่ยวชาญหลายท่านที่อุทิศตนให้กับการพัฒนาจากฐานรากมายาวนาน ได้รับความสนใจจากสังคมในวงกว้างเสียที ผู้เขียนมีความรู้เรื่องนี้เพียงแค่หางอึ่ง แต่อยากแลกเปลี่ยนข้อสังเกตและข้อคิดบางประการจากภาคสนาม หลังจากที่ได้ทำวิจัยในโครงการชื่อ <strong>&#8220;โครงการศึกษาและจัดทำเครื่องมือประเมินตนเองขององค์กรการเงินฐานราก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการจัดการการเงินและสวัสดิการชุมชน&#8221;</strong> ร่วมกับอาจารย์หลายท่านมานานกว่า 1 ปีแล้ว (ปัจจุบันโครงการดังกล่าวอยู่ในระยะที่สอง)</p>
<p><strong>1. ชาวบ้านสมัยนี้ไม่ได้ &#8220;โง่&#8221; เพียงแต่ไม่พูดภาษาที่ &#8220;ผู้มีการศึกษา&#8221; คุ้นเคย และขาดทักษะการจัดการความรู้อย่างเป็นระบบ</strong></p>
<p>ผู้เขียนคิดว่า นักวิชาการและคนทั่วไปจำนวนมากที่ภูมิใจว่าตน &#8220;มีการศึกษา&#8221; (ในความหมายที่ตื้นเขินคือจบปริญญาตรีเป็นอย่างต่ำ) ยังไปไม่พ้นมายาคติที่ว่า ชาวบ้านจนเพราะโง่ และดังนั้น จึงเจ็บตัวซ้ำซาก (เรียกสั้นๆว่า วงจรอุบาทว์ &#8220;โง่-จน-เจ็บ&#8221;)</p>
<p>ผู้เขียนเคยเชื่ออย่างนั้นเหมือนกัน จนกระทั่งได้ค่อยๆเรียนรู้ว่า ความเชื่อนี้เป็นมายาคติที่ไม่สอดคล้องกับความจริง <strong>นอกจากจะผิดแล้วยังเป็นอันตรายด้วย</strong> <strong>เพราะอาจทำให้นักวิชาการ เจ้าหน้าที่รัฐ หรือใครก็ตามที่ถือตัวว่า &#8220;ฉลาด&#8221; กว่าชาวบ้าน แนะนำวิธีแก้ปัญหาที่ใช้ไม่ได้ เพราะไม่สอดคล้องกับบริบทของท้องถิ่นและไม่ ต่อยอดจากฐานความรู้ของชุมชน</strong></p>
<p>ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่ลงพื้นที่ไปศึกษากลุ่มการเงินชุมชนแห่งหนึ่งในนครศรีธรรมราช ผู้เขียนรู้สึกอึดอัดปนรำคาญที่เห็นชาวบ้านลงบัญชีไม่ถูกต้องตามหลักบัญชีสากล และหลายรายการก็ดูจะยุ่งยากหรือเยิ่นเย้อเกินความจำเป็น เช่น แยกบัญชีกองทุนสวัสดิการออกมาต่างหากจากบัญชีกลุ่มออมทรัพย์ ต่อเมื่อผู้เขียนตั้งใจฟังเขาอธิบายหลายรอบถึงได้เข้าใจว่า <strong>ที่เขาลงบัญชีแบบนั้นมีเหตุผล</strong> คือตั้งใจจะ &#8220;กัน&#8221; ผลกำไรส่วนใหญ่ไปเข้ากองทุนสวัสดิการ เพราะกลุ่มนี้เน้นการจัดสวัสดิการให้กับสมาชิกมากกว่าปล่อยสินเชื่อ ถ้าเขาไม่ลงบัญชีแยกกันแบบนี้ ชาวบ้านที่เป็นสมาชิกอาจเรียกร้องให้จ่ายเงินปันผลมากกว่าที่เขาจ่ายจริง เพราะจะมองเห็นกำไรก้อนโตทุกปี</p>
<p>ถ้าผู้เขียนยึดติดกับความเชื่อผิดๆ ที่ว่าชาวบ้านโง่ และดังนั้น จึงไม่พยายามเข้าใจเหตุผลของเขาก่อน ผู้เขียนในฐานะ &#8220;ผู้เชี่ยวชาญทางการเงิน&#8221; (ในสายตาของชาวบ้าน) ก็คงแนะนำให้กลุ่มนี้เปลี่ยนวิธีลงบัญชีเสียใหม่ให้ถูกต้องตามหลักสากล และถ้าคณะกรรมการกลุ่มทำตาม กลุ่มนี้ก็จะมีบัญชีที่นักบัญชีอ่านรู้เรื่องและสบายใจ แต่อาจประสบปัญหาจ่ายเงินปันผลมากเกินไปเพราะสมาชิกมองเห็นกำไรที่ชัดเจน กลายเป็นว่าได้อย่างเสียอย่าง</p>
<p>การอดทนทำความเข้าใจกับกลุ่ม และไม่ทึกทักเอาเองว่าชาวบ้านโง่ ทำให้เรามองเห็นประโยชน์ของ &#8220;เทคนิค&#8221; การทำบัญชีแบบชาวบ้านในแง่ของการบริหารจัดการความต้องการของสมาชิก เมื่อมองเห็นแล้วก็สามารถช่วยชาวบ้านคิดหาวิธีปรับปรุงรูปแบบของการลงบัญชี ให้อ่านง่ายและตรวจสอบง่ายกว่าเดิม แทนที่จะแนะให้เขาเปลี่ยนวิธีการลงบัญชีใหม่หมด</p>
<p><strong>ตัวอย่างนี้สอนให้รู้ว่า ทั้งชาวบ้านและผู้เชี่ยวชาญต่างมีสิ่งที่รู้และไม่รู้ด้วยกันทั้งสองฝ่าย</strong> ผู้เชี่ยวชาญมักจะรู้หลักการ แต่ไม่รู้บริบทของท้องถิ่น เช่น ลักษณะความสัมพันธ์ในชุมชน ส่วนชาวบ้านมักจะไม่รู้หลักการใดๆ แต่รู้และเข้าใจบริบทของท้องถิ่นตัวเองเป็นอย่างดี <strong>ในเมื่อทั้งสองฝ่ายต่างมีสิ่งที่ตัวเอง &#8220;โง่&#8221; ก็จะต้องปรับความเข้าใจกัน</strong> ผู้เชี่ยวชาญจะแนะนำอะไรก็ควรจะเข้าใจภาษาของชาวบ้านก่อน จะได้ช่วยต่อยอดจากฐานความรู้ของชาวบ้านที่ใช้การได้ดีแล้วระดับหนึ่ง <strong>ไม่ใช่บอกให้โยนทิ้งไปทั้งหมดเพราะไม่ตรงกับองค์ความรู้ในหอคอยงาช้าง</strong></p>
<p><strong>2. &#8220;เงิน&#8221; ไม่ใช่ทรัพยากรที่กลุ่มต้องการที่สุด</strong></p>
<p>ตัวอย่างข้างต้น นอกจากจะชี้ให้เห็นลักษณะความ &#8220;ฉลาด&#8221; ของภูมิปัญญาชาวบ้านแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นว่า เงินมักจะไม่ใช่ทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในการจัดการกลุ่มการเงินชุมชน โดยเฉพาะในการยกระดับการจัดการให้เป็นระบบ และมีความเป็น &#8220;สถาบัน&#8221; มากกว่าเดิม แทนที่การพึ่งพาตัวบุคคล เช่น ผู้ใหญ่บ้านที่ริเริ่มแนวคิด ทั้งนี้ เนื่องจาก &#8220;นักการเงินชาวบ้าน&#8221; หลายท่านเข้าใจหลักการบริหารจัดการเงินกู้ เงินฝาก และสวัสดิการได้โดยสัญชาตญาณและสามัญสำนึก อาศัยการลองผิดลองถูกเพียงเล็กน้อย คือมี &#8220;แวว&#8221; ด้านนี้อยู่แล้ว</p>
<p>ที่ ชัยนาท เหรัญญิกกลุ่มการเงินชุมชนท่านหนึ่งที่จบ ป.4 สาธิตวิธีคำนวณเงินปันผลตามเดือนที่รับฝากเงินให้ผู้เขียนดู อธิบายว่าคิดว่าต้องใช้สัดส่วนทำนองนี้เพราะรู้สึกว่า คนที่นำเงินมาฝากในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ไม่ควรจะได้รับเงินปันผลเท่ากับอีกคนที่นำเงินจำนวนเดียวกันมาฝากตั้งแต่เดือนเมษายนปีที่แล้ว (กลุ่มเพิ่งจ่ายเงินปันผลในเดือนมกราคมปีนี้) <strong>แน่นอนว่าสิ่งที่เหรัญญิกท่านนี้พยายามอธิบายคือ หลักการคำนวณตามส่วน (pro rata) สิ่งที่น่าทึ่งคือ ท่านสามารถค้นพบหลักการนี้ได้เองจากความรู้สึกตะหงิดใจที่ว่า สมาชิกที่ฝากเงินไม่พร้อมกันไม่ควรได้รับเงินปันผลเท่ากัน</strong></p>
<p>ตัวอย่างเล็กๆนี้ สะท้อนให้เห็นว่า <strong>กลุ่มการเงินชุมชนไทยที่ประสบความสำเร็จค่อนข้างดีในแง่ของการบริหารจัดการ เงินกู้ เงินฝาก และสวัสดิการ เป็นเวลาเกิน 1 ทศวรรษมาแล้วนั้น ส่วนใหญ่มี &#8220;นักการเงินชาวบ้าน&#8221; ที่มีสัญชาตญาณของนักการเงิน บริหารจัดการเงินของกลุ่มได้ดีแล้วระดับหนึ่ง และมีกฎเกณฑ์กติกาที่ตอบสนองความต้องการของสมาชิกได้ สิ่งที่พวกเขาต้องการเพื่อยกระดับตัวเองจึงไม่ใช่เงิน หากเป็นทรัพยากรอื่นๆที่หายากในระดับท้องถิ่น เช่น ระบบบัญชีที่รัดกุมและตรวจสอบได้ ความรู้และเครื่องมือที่จะช่วยวางแผนทางการเงิน (หมายถึงการวางแผนเพื่ออนาคตของกลุ่ม) ตลอดจนวิธีคิดเกี่ยวกับการวัดผลตอบแทนทางสังคม เช่น คุณภาพชีวิตของสมาชิก ความมั่นคงของชุมชน สุขภาพแข็งแรง ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญขององค์กรการเงินฐานรากจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่ยังขาดแนวทางในการวัดและติดตามผล</strong></p>
<p><strong>3. การมีส่วนร่วมของสมาชิก เป็นหัวใจสำคัญขององค์กรการเงินชุมชน</strong></p>
<p>ข้อค้นพบเบื้องต้นของทีมวิจัยเรา สอดคล้องกับงานวิจัยสถาบันไมโครไฟแนนซ์ทั่วโลกหลายชิ้นที่ระบุว่า <strong>การมีส่วนร่วมของคนในชุมชนเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จที่สำคัญของกลุ่มการเงินชุมชน</strong> กลุ่มที่ไปได้ดีมักจะเป็นกลุ่มที่สมาชิก (ชาวบ้านในหมู่บ้าน) มีส่วนร่วมในการตัดสินใจของกลุ่มอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการนำกำไรจากกลุ่มการเงินชุมชนไปลงทุนในสินทรัพย์ของชุมชนเอง หรือนำไปช่วยเหลือผู้ยากไร้ในหมู่บ้าน <strong>เพราะถ้าชาวบ้านไม่รู้สึกว่าพวกเขาเป็น &#8220;เจ้าของ&#8221; กลุ่มการเงินร่วมกัน พวกเขาก็จะไม่มีแรงจูงใจที่จะเลือกตั้งและคอยติดตามการทำงานของคณะกรรมการกลุ่ม และติดตามดูแลลูกหนี้ ทำให้คณะกรรมการอาจเชิดเงินของชาวบ้านหายไปดื้อๆ หรือปล่อยกู้ให้กับพวกพ้องของตัวเองเท่านั้น (นี่เป็นปัญหาใหญ่ของกองทุนหมู่บ้านในระยะแรก)</strong></p>
<p><strong>4. &#8220;ขนาด&#8221; ของสถาบันไม่สำคัญเท่ากับการ &#8220;ทำซ้ำ&#8221;</strong></p>
<p>องค์กรการเงินชุมชนของไทยที่บริหารจัดการเงินได้ค่อนข้างดีส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก คือระดับหมู่บ้าน มีสมาชิกไม่ถึงหนึ่งพันคน อย่างมากก็เชื่อมกันหลายกลุ่มเป็นเครือข่ายระดับตำบล แลกเปลี่ยนเรียนรู้และตรวจสอบบัญชีให้กันและกัน นักการเงินชาวบ้านหลายท่านบอกพวกเราว่า ไม่ต้องการขยายกิจการ เพราะอยากช่วยคนในหมู่บ้านของตัวเองเป็นหลัก ดังนั้น ถ้าเราอยากพัฒนาวงการนี้ &#8220;ขนาด&#8221; อาจไม่สำคัญเท่ากับการสังเคราะห์และ &#8220;ถอด&#8221; องค์ความรู้ กติกา และกลไกของกลุ่มที่ประสบความสำเร็จออกมาเป็น &#8220;โมเดล&#8221; ที่กลุ่มอื่นสามารถนำไป &#8220;ทำซ้ำ&#8221; โดยประยุกต์ใช้ให้เข้ากับบริบทในท้องถิ่นของตัวเอง</p>
<p><strong>ถ้านักพัฒนา นักวิชาการ หรือผู้มีอำนาจภาครัฐส่วนใหญ่ยังมัวแต่คิดแบบ &#8220;บนลงล่าง&#8221; เชื่อว่าตัวเอง &#8220;รู้ดี&#8221; กว่าชาวบ้าน และเชื่อว่าทุกโครงการจะต้อง &#8220;ใหญ่โต&#8221; ชนิดอลังการงานสร้าง ผู้เขียนก็ค่อนข้างมั่นใจว่า การส่งเสริมการพัฒนาจากฐานรากที่เป็นระบบและยั่งยืนจะยังอยู่อีกไกลสำหรับสังคมไทย</strong></p>
<p><strong>ทักษะ ความรู้ และวิธีจัดการ ของกลุ่มการเงินชุมชน : ข้อคิดจากการลงพื้นที่</strong></p>
<p><strong>คอลัมน์ การเงินปฏิวัติ</strong></p>
<p><strong>สฤณี อาชวานันทกุล www.fringer.org</strong></p>
<p><strong>วันที่ 03 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4215  ประชาชาติธุรกิจ</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sarut-homesite.net/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Social Business Enterprise, แนวคิดของ ยูนุส จะใช้ได้กับสังคมไทยได้หรือไม่? : สรสิช ศรีใจภา</title>
		<link>http://sarut-homesite.net/social-business-enterprise-%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%aa-%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%83%e0%b8%8a/</link>
		<comments>http://sarut-homesite.net/social-business-enterprise-%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%aa-%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%83%e0%b8%8a/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 14 May 2010 15:27:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Our Columnist]]></category>
		<category><![CDATA[microcredit]]></category>
		<category><![CDATA[Muhammad Yunus]]></category>
		<category><![CDATA[PoomCTP]]></category>
		<category><![CDATA[Social Business Enterprise]]></category>
		<category><![CDATA[มูฮัมหมัด ยูนุส]]></category>
		<category><![CDATA[สรสิช ศรีใจภา]]></category>
		<category><![CDATA[ไมโครเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ไมโครไฟแนนซ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8487</guid>
		<description><![CDATA[กว่าจะพิมพ์บทความนี้เสร็จได้ ช่างยากเย็นมากครับ คราวก่อนพิม์เสร็จยังไม่ทันส่ง คอมแฮงค์ เสียไปเลยจนต้องฟอแมท (เขียนบทความทีไรเป็นทุกที ตั้งแต่บอร์ดฟุตบอลเก่าละ อาถรรพ์ป่าววะเนี่ย) ก่อนหน้าที่ผมจะมาพิมพ์บทความนี้ ผมได้ยินชื่อของ โมฮัมหมัด ยูนุส มาได้ไม่นาน จนกระทั่งได้ทำรายงานเกี่ยวกับ ไมโครเครดิต ผมรู้สึกทันทีเลยว่าผู้ชายคนนี้สุดยอดมาก เพราะความคิดของเค้าจะทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นมาก เพราะผมเองก็เชื่อว่า สิ่งที่กำลังแบ่งแยกชนชั้นของสังคมคือเงิน ทั้งๆที่คนมีเงินบางทีผมว่าน่าคบหาน้อยกว่าเสียอีก ดังนั้น ผมจึงเห็นด้วยกับ ยูนุส ที่ว่า การจะขจัดความยากจนออกไปจากโลก ต้องไม่ใช่ด้วยการบริจาคเงินให้คนจน แต่เป็นการสอนและเปลี่ยนคนจนให้กลายเป็นผู้ประกอบการต่างหาก แม้ว่าจากประสบการณ์ที่ได้ไปสำรวจย่านคนจนมาหลายที่ จะทำให้ผมคิดว่ามันต้องปรับอีกมากถ้าจะใช้กับคนไทยก็ตาม เพราะคนไทย(ในความคิดของผม) ชอบที่จะนั่งรอความช่วยเหลือมากกว่าจะพยายามขวนขวายอะไรด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เพราะคนไทยรักความสบาย (มันเป็นแค่ความคิดของผมแหละนะ = =) แต่ถ้ามันปรับจนลงตัวแล้ว ผมคิดว่า ไมโครเครดิต จะช่วยให้คนจนในประเทศเราเองหายจนได้เหมือนกัน นอกจากแนวคิด ไมโครเครดิต แล้ว Social Business Enterprise ก็เป็นอะไรที่ผมคิดว่า นี่แหละ เพื่อโลกน่าอยู่ของจริง ผมชอบความคิดนี่มาก แล้วก็ชอบพล่ามให้แฟนตัวเองฟังประจำ จนในที่สุดมันก็โยงมาถึงบทความนี้ เพราะแฟนผมบอกว่า มันเป็นความคิดที่ดี แต่ดูอุดมคติไปหน่อยนะ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/05/7648103544.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-8490" title="7648103544" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/05/7648103544.jpg" alt="" width="300" height="300" /></a></p>
<p>กว่าจะพิมพ์บทความนี้เสร็จได้ ช่างยากเย็นมากครับ คราวก่อนพิม์เสร็จยังไม่ทันส่ง คอมแฮงค์ เสียไปเลยจนต้องฟอแมท (เขียนบทความทีไรเป็นทุกที ตั้งแต่บอร์ดฟุตบอลเก่าละ อาถรรพ์ป่าววะเนี่ย)</p>
<p>ก่อนหน้าที่ผมจะมาพิมพ์บทความนี้ ผมได้ยินชื่อของ โมฮัมหมัด ยูนุส มาได้ไม่นาน จนกระทั่งได้ทำรายงานเกี่ยวกับ ไมโครเครดิต ผมรู้สึกทันทีเลยว่าผู้ชายคนนี้สุดยอดมาก เพราะความคิดของเค้าจะทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นมาก เพราะผมเองก็เชื่อว่า <strong>สิ่งที่กำลังแบ่งแยกชนชั้นของสังคมคือเงิน </strong>ทั้งๆที่คนมีเงินบางทีผมว่าน่าคบหาน้อยกว่าเสียอีก ดังนั้น ผมจึงเห็นด้วยกับ ยูนุส ที่ว่า<strong> การจะขจัดความยากจนออกไปจากโลก ต้องไม่ใช่ด้วยการบริจาคเงินให้คนจน แต่เป็นการสอนและเปลี่ยนคนจนให้กลายเป็นผู้ประกอบการต่างหาก </strong></p>
<p>แม้ว่าจากประสบการณ์ที่ได้ไปสำรวจย่านคนจนมาหลายที่ จะทำให้ผมคิดว่ามันต้องปรับอีกมากถ้าจะใช้กับคนไทยก็ตาม เพราะคนไทย(ในความคิดของผม) ชอบที่จะนั่งรอความช่วยเหลือมากกว่าจะพยายามขวนขวายอะไรด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เพราะคนไทยรักความสบาย (มันเป็นแค่ความคิดของผมแหละนะ = =) แต่ถ้ามันปรับจนลงตัวแล้ว ผมคิดว่า ไมโครเครดิต จะช่วยให้คนจนในประเทศเราเองหายจนได้เหมือนกัน</p>
<p><strong>นอกจากแนวคิด ไมโครเครดิต แล้ว Social Business Enterprise ก็เป็นอะไรที่ผมคิดว่า นี่แหละ เพื่อโลกน่าอยู่ของจริง</strong> ผมชอบความคิดนี่มาก แล้วก็ชอบพล่ามให้แฟนตัวเองฟังประจำ จนในที่สุดมันก็โยงมาถึงบทความนี้ เพราะแฟนผมบอกว่า มันเป็นความคิดที่ดี แต่ดูอุดมคติไปหน่อยนะ เดี๋ยวนี้สังคมมันต่ำทรามกันไปหมดแล้ว แถมหาว่า ผมใช้ชีวิตอยู่กับโลกอุดมคติมากไปรึเปล่าอีกต่างหาก (เจ็บครับ TT^TT) ทำให้ผมมานั่งลองนึกดู ผมก็แอบรู้สึกเห็นด้วยกับแฟนตัวเองเหมือนกันว่า ทุกๆวันนี้มองไปทางไหนสังคมมันก็มีแต่ปัญหา เหมือนสภาพจิตใจคนเรามันต่ำลงไปเรื่อยๆ ยิ่งคิดผมก็ยิ่งไม่สบายใจ</p>
<p><strong>ผมรู้สึกเหมือนเงินมันจะกลายเป็นเทพเจ้าของสังคมไปแล้วหละครับ!!! </strong></p>
<p>ทำเอาผมรู้สึกท้อแท้กับชีวิตไปครู่หนึ่งเลยทีเดียว เพราะความฝัน(ลมๆแล้งๆ)ที่ผมอยากทำคือ ผมอยากทำอะไรเพื่อประเทศชาติ อยากทำอะไรที่ทำให้คนในประเทศใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข (จะได้ฝากชื่อไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ 555+)</p>
<p>ประจวบเหมาะกับที่ผมได้ไปเข้าค่ายวิชาพัฒนาชนบทพอดี ที่บ้านปราสาท โคราช&#8230;</p>
<p>6 วัน 5 คืนเต็มๆที่ได้อยู่กับชาวบ้าน (Homestay) ผมพูดได้เต็มปากเลยว่า ผมสบายใจมาก เงินทองแทบไม่ได้ใช้ (ใช้กินไอติม เพราะอากาศร้อน ล่อซะน้ำหนักขึ้นเลย TT^TT) แถมผมเห็นชาวบ้านไม่ได้มีเงินทองอะไรมากมาย เค้าก็อยู่กันได้อย่างมีความสุข อบอุ่นเสียยิ่งกว่าสังคมกรุงเทพฯ ที่มีแต่การแข่งขันเยอะ!!!</p>
<p>ถ้าเกิดว่าบริษัททั้งหลายแหล่ในโลก หันมาใช้แนวคิด Social Business Enterprise กันหมด รับรองว่าปัญหาพวกราคาไม่เป็นธรรมต่างๆนาๆก็จะหายไปด้วย <strong>เพราะถ้ามองเรื่องการทำความดีคืนสู่สังคมเพื่อให้โลกหน้าอยู่แล้ว ผมว่ากำไรขาดทุนมันดูเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยไปเลยนะครับ</strong></p>
<p>สำหรับผมแล้ว ผมคิดว่าความคิดนี้จะเปลี่ยนแปลงแนวคิดในโลกธุรกิจในอนาคตไปเลยทีเดียว และก็จะช่วยเปลี่ยนแปลงความคิดของพวกบริจาคเงินการกุศล ที่ในความคิดของผม(อีกแล้ว) คิดว่าไม่ค่อยได้ผลที่เงินบริจาคจะเป็นการช่วยสร้างงาน เพราะการบริจาคเงินมันก็แค่ระยะสั้นๆ แต่ถ้าเราสร้างงานที่มั่นคงยั่งยืนให้คนจนเหล่านั้นได้ นี่แหละ วิธีขจัดความจนที่ยั่งยืนหละครับท่าน</p>
<p>ยิ่งผมติดตามความคิดของผู้ชายคนนี้(ยูนุส) มากเท่าไหร่ ผมยิ่งรู้สึกทึ่งในความคิดที่ไม่ยึดติดกับแนวคิดเดิมๆ และวัฒนธรรมเก่าต่างๆของเค้า (วัฒนธรรมมันจะมีประโยชน์มากแค่ไหนกัน ถ้ามันยังทำให้คนจนต่อไปเรื่อยๆ) แนวคิดของผู้ชายคนนี้สะเทือนทั้งโลกได้จริงๆ <strong>ไม่แปลกใจเลยสำหรับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ถ้าดูจากสิ่งที่เค้าทำ เพื่อขจัดความยากจนของคนจนทั่วทั้งโลก </strong></p>
<p>ยิ่งสำหรับคนที่เชื่อมั่นในความเท่าเทียม(แต่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์นะครับ = =) และยึดติดอยู่กับโลกในอุดมคติที่ไม่มีกำแพงความจนอย่างผม <strong>แนวคิดนี้ถือได้ว่าเป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนโลกให้น่าอยู่ และเข้าใกล้คำว่า “โลกอุดมคติ”เข้าไปอีกนิด</strong></p>
<p><strong>Social Business Enterprise, แนวคิดของ ยูนุส จะใช้ได้กับสังคมไทยได้หรือไม่? </strong></p>
<p><strong>Our Columnist @ www.sarut-homesite.net</strong></p>
<p><strong>สรสิช ศรีใจภา (PoomCTP)</strong></p>
<p><strong>14 พ.ค. 2553<br />
</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sarut-homesite.net/social-business-enterprise-%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%aa-%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%83%e0%b8%8a/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ไมโครเครดิต : จันทร์เพ็ญ กิตติเวทย์วิทยา</title>
		<link>http://sarut-homesite.net/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%95-%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b9%87%e0%b8%8d/</link>
		<comments>http://sarut-homesite.net/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%95-%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b9%87%e0%b8%8d/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 28 Jan 2010 11:08:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Grameen Bank]]></category>
		<category><![CDATA[microcredit]]></category>
		<category><![CDATA[Muhammad Yunus]]></category>
		<category><![CDATA[จันทร์เพ็ญ กิตติเวทย์วิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารกรามีน]]></category>
		<category><![CDATA[มูฮัมหมัด ยูนุส]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ไมโครเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ไมโครไฟแนนซ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8255</guid>
		<description><![CDATA[หลายๆท่านคงเคยได้ฟังข่าวกันบ้างแล้วว่า ประเทศไทยมีแผนที่จะให้ธนาคารพาณิชย์ของไทยหรือธนาคารของต่างชาติ เข้ามาปล่อยสินเชื่อในรูปแบบ ไมโครเครดิต เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น วันนี้จึงถือโอกาสสรุปแนวคิดให้ผู้อ่านได้พอเห็นภาพกันคร่าวๆว่า ไมโครเครดิตคืออะไร จุดเริ่มต้นมาจากไหน มีรูปแบบอย่างไร และผลประโยชน์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจะเป็นอย่างไรกันบ้าง “ไมโครเครดิต” เป็นแนวคิดของนายธนาคารนักเศรษฐศาสตร์ชาวบังกลาเทศที่ชื่อว่า มูฮัมหมัด ยูนุส ซึ่งเขาได้ก่อตั้งธนาคาร กรามีน แบงก์ ขึ้นมาเพื่อทำการปล่อยกู้ให้แก่ชาวบังกลาเทศที่ยากจน โดยมีแนวคิดคล้ายๆกับสหกรณ์ออมทรัพย์ในบ้านเรา ที่เป็นเหมือนธนาคารในแหล่งชุมชนที่ช่วยปล่อยกู้ให้แก่สมาชิกของสหกรณ์นั่น เอง อย่างไรก็ตาม ไมโครเครดิตมีความสำคัญตรงที่ว่า สามารถปล่อยกู้ให้แก่ประชาชนที่ยากจน หรือไม่มีรายได้เพื่อนำไปสร้างอาชีพเล็กๆน้อยๆ เช่น ค้าขาย โดยจำนวนเงินที่ปล่อยกู้อาจเล็กน้อย ถึงขนาดที่ธนาคารพาณิชย์ทั่วไปไม่คิดที่จะปล่อยกู้เลยก็ได้ ที่สำคัญ ผู้มาขอกู้ยังไม่ต้องมีหลักทรัพย์มาค้ำประกันอีกด้วย ถือว่าเป็นข้อดีอย่างมาก ที่ไมโครเครดิตจะช่วยให้คนยากจนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ในระบบได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องไปขอกู้จาก จ้าหนี้นอกระบบ ที่คิดอัตราดอกเบี้ยแบบรายวัน หรือกว่า 20% ต่อปี และช่วยเปิดทางให้คนเหล่านี้มีช่องทางทำมาหากินได้ง่ายขึ้น และเมื่อคนยากจนสามารถกู้เงินเล็กๆน้อยๆ เพื่อมาสร้างอาชีพได้แล้ว ผลกระทบที่สำคัญต่อๆมาคือ คุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของคนเหล่านี้ก็จะดีขึ้น สภาพสังคมโดยรวมก็ดีขึ้น เด็กยากจนก็มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาได้มากขึ้น ปัญหาลักขโมยและยาเสพติดก็จะลดน้อยลง หนี้นอกระบบก็จะค่อยๆหมดไป ความต้องการเงินอุดหนุนจากภาครัฐก็จะลดน้อยลง และภาครัฐก็จะสามารถเข้าควบคุมปัญหาระบบการเงินของประชาชนรากหญ้าได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการนำแนวคิดไมโครเครดิตมาใช้ในเบื้องต้นคือ การให้ความรู้ความเข้าใจเบื้องต้นแก่ประชาชนอย่างเพียงพอ ทั้งในแง่ของระเบียบวิธีในการเข้าขอสินเชื่อ การสร้างระเบียบวินัยในการจ่ายชำระคืนเพื่อป้องกันปัญหา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/01/africa-works-3.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8256" title="africa-works-3" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/01/africa-works-3-300x223.jpg" alt="" width="300" height="223" /></a></p>
<p>หลายๆท่านคงเคยได้ฟังข่าวกันบ้างแล้วว่า ประเทศไทยมีแผนที่จะให้ธนาคารพาณิชย์ของไทยหรือธนาคารของต่างชาติ เข้ามาปล่อยสินเชื่อในรูปแบบ ไมโครเครดิต เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น</p>
<p>วันนี้จึงถือโอกาสสรุปแนวคิดให้ผู้อ่านได้พอเห็นภาพกันคร่าวๆว่า <strong>ไมโครเครดิตคืออะไร จุดเริ่มต้นมาจากไหน มีรูปแบบอย่างไร และผลประโยชน์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจะเป็นอย่างไรกันบ้าง</strong><br />
<strong><br />
“ไมโครเครดิต” เป็นแนวคิดของนายธนาคารนักเศรษฐศาสตร์ชาวบังกลาเทศที่ชื่อว่า มูฮัมหมัด ยูนุส ซึ่งเขาได้ก่อตั้งธนาคาร กรามีน แบงก์ ขึ้นมาเพื่อทำการปล่อยกู้ให้แก่ชาวบังกลาเทศที่ยากจน โดยมีแนวคิดคล้ายๆกับสหกรณ์ออมทรัพย์ในบ้านเรา ที่เป็นเหมือนธนาคารในแหล่งชุมชนที่ช่วยปล่อยกู้ให้แก่สมาชิกของสหกรณ์นั่น เอง</strong></p>
<p>อย่างไรก็ตาม ไมโครเครดิตมีความสำคัญตรงที่ว่า สามารถปล่อยกู้ให้แก่ประชาชนที่ยากจน หรือไม่มีรายได้เพื่อนำไปสร้างอาชีพเล็กๆน้อยๆ เช่น ค้าขาย โดยจำนวนเงินที่ปล่อยกู้อาจเล็กน้อย ถึงขนาดที่ธนาคารพาณิชย์ทั่วไปไม่คิดที่จะปล่อยกู้เลยก็ได้ <strong>ที่สำคัญ ผู้มาขอกู้ยังไม่ต้องมีหลักทรัพย์มาค้ำประกันอีกด้วย</strong></p>
<p><strong>ถือว่าเป็นข้อดีอย่างมาก ที่ไมโครเครดิตจะช่วยให้คนยากจนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ในระบบได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องไปขอกู้จาก จ้าหนี้นอกระบบ ที่คิดอัตราดอกเบี้ยแบบรายวัน หรือกว่า 20% ต่อปี</strong> และช่วยเปิดทางให้คนเหล่านี้มีช่องทางทำมาหากินได้ง่ายขึ้น และเมื่อคนยากจนสามารถกู้เงินเล็กๆน้อยๆ เพื่อมาสร้างอาชีพได้แล้ว ผลกระทบที่สำคัญต่อๆมาคือ คุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของคนเหล่านี้ก็จะดีขึ้น สภาพสังคมโดยรวมก็ดีขึ้น เด็กยากจนก็มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาได้มากขึ้น ปัญหาลักขโมยและยาเสพติดก็จะลดน้อยลง หนี้นอกระบบก็จะค่อยๆหมดไป ความต้องการเงินอุดหนุนจากภาครัฐก็จะลดน้อยลง และภาครัฐก็จะสามารถเข้าควบคุมปัญหาระบบการเงินของประชาชนรากหญ้าได้ง่ายขึ้น</p>
<p>อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการนำแนวคิดไมโครเครดิตมาใช้ในเบื้องต้นคือ <strong>การให้ความรู้ความเข้าใจเบื้องต้นแก่ประชาชนอย่างเพียงพอ</strong> ทั้งในแง่ของระเบียบวิธีในการเข้าขอสินเชื่อ การสร้างระเบียบวินัยในการจ่ายชำระคืนเพื่อป้องกันปัญหา NPL ในภายหลัง รวมถึงการรณรงค์ให้ประชาชนกล้าที่จะเข้ามาขอใช้บริการ เนื่องจากปัญหาหนึ่งของประชาชนที่ยากจนคือ การไม่รู้หนังสือ ทำให้ไม่กล้าหรือกลัว ที่จะเข้ามาขอใช้บริการ นอกจากนี้สถาบันการเงินหรือองค์กรของรัฐอาจต้องคอยติดตามการนำเงินไปใช้ เพื่อสร้างอาชีพ และให้ความรู้ในส่วนของวิชาชีพต่างๆเพิ่มเติม</p>
<p><strong>ทั้งนี้ ประชาชนระดับรากหญ้า ถือว่าเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศ ดังนั้น เมื่อรากฐานของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศมีความแข็งแกร่ง ทั้งในแง่ของสถานะการเงิน และคุณภาพชีวิตที่ดีแล้ว ประเทศไทยเรา ก็จะเติบโตและพัฒนาให้มีความก้าวหน้าได้ทัดเทียมกับประเทศที่พัฒนาแล้วได้ในอนาคต</strong><br />
<strong><br />
ไมโครเครดิต<br />
จันทร์เพ็ญ  กิตติเวทย์วิทยา<br />
วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2553</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sarut-homesite.net/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%95-%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b9%87%e0%b8%8d/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรื่องของ..หนี้นอกระบบ : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์</title>
		<link>http://sarut-homesite.net/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a-%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://sarut-homesite.net/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a-%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 11 Dec 2009 05:36:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Economics]]></category>
		<category><![CDATA[microcredit]]></category>
		<category><![CDATA[หนี้นอกระบบ]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ไมโครเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ไมโครไฟแนนซ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8144</guid>
		<description><![CDATA[หนี้อะไรก็ไม่ร้ายแรงเท่าแสนยานุภาพของ &#8220;หนี้นอกระบบ&#8221; ไม่มีใครอยากเข้าไปคบหากับหนี้นอกระบบ แต่โดยมากเมื่อหลวมตัวไปทำความรู้จักกับหนี้สารพัดสารพันเข้าไปแล้ว และไม่พยายามดิ้นให้พ้น &#8220;กับดักหนี้&#8221; ท้ายที่สุด มักลงเอยด้วยการมีหนี้นอกระบบเป็นญาติสนิทร่วมชายคา ไม่มีอะไรเจ็บปวดไปกว่าการนั่งหน้าดำคร่ำเคร่งกับการทำมาหากิน ผลิตเงินมาเพื่อให้ทันจ่ายหนี้เป็นรายวันให้กับเจ้าหนี้ บางคนเจอดอกเบี้ยเบาะๆ แค่เดือนละ 8-10% แต่ก็มีบางรายที่เจอดอกเบี้ยมหาโหดที่เดือนละ 20-30% การหลุดจากวัฏจักรของหนี้นอกระบบจึงไม่ง่าย สูตรที่นักวางแผนการเงินพูดกันบ่อยที่สุดคือ โอกาสที่คุณจะกำจัดหนี้นอกระบบออกจากชีวิตได้ ต้องพาตัวเองเข้าผลักเข้ามาเป็น &#8220;หนี้ในระบบ&#8221; ให้ได้เสียก่อน ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกเช่นกัน ที่คุณจะผันหนี้นอกระบบมาเป็นหนี้ในระบบ เพราะต้นเหตุที่ทุกคนต้องหันไปกู้หนี้นอกระบบ คือมีคุณสมบัติและหลักฐานไม่เพียงพอที่จะไปกู้เงินจากสถาบันการเงิน แต่ข่าวดีก็คือ เดือน ธ.ค. 2552 ทั้งเดือน รัฐบาลเปิดโอกาสให้ผู้มีหนี้นอกระบบได้ลงทะเบียนเพื่อกู้เงินไปปลดหนี้นอกระบบ Fundamentals ฉบับนี้ พาไปติดตามสาเหตุและทัศนะของการเป็นหนี้นอกระบบกัน มูลหนี้นอกระบบ 1.3-1.6 แสนล้านบาท บวกกับสัดส่วนหนี้นอกระบบ ที่ขยับขึ้นสู่ 20% ของมูลหนี้ทั้งระบบที่ประมาณ 8 ล้านล้านบาท กำลังกลายเป็นปัญหาร้ายแรงทั้งต่อเศรษฐกิจและสังคม รัฐบาลเล็งเห็นว่า หากปล่อยทิ้งไว้จะยิ่งเป็นภัยที่ลุกลามจนยากจะเยียวยา จึงเป็นเจ้าภาพจัดโครงการปล่อยสินเชื่อเพื่อปลดหนี้นอกระบบ โดยสามารถลงทะเบียนที่สาขาของธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. ได้ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1-30 ธ.ค. 2552 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-medium wp-image-8146" title="debt-management" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/12/debt-management-225x300.jpg" alt="debt-management" width="225" height="300" /></p>
<p><strong>หนี้อะไรก็ไม่ร้ายแรงเท่าแสนยานุภาพของ &#8220;หนี้นอกระบบ&#8221;</p>
<p>ไม่มีใครอยากเข้าไปคบหากับหนี้นอกระบบ แต่โดยมากเมื่อหลวมตัวไปทำความรู้จักกับหนี้สารพัดสารพันเข้าไปแล้ว และไม่พยายามดิ้นให้พ้น &#8220;กับดักหนี้&#8221; ท้ายที่สุด มักลงเอยด้วยการมีหนี้นอกระบบเป็นญาติสนิทร่วมชายคา</p>
<p>ไม่มีอะไรเจ็บปวดไปกว่าการนั่งหน้าดำคร่ำเคร่งกับการทำมาหากิน ผลิตเงินมาเพื่อให้ทันจ่ายหนี้เป็นรายวันให้กับเจ้าหนี้ บางคนเจอดอกเบี้ยเบาะๆ แค่เดือนละ 8-10% แต่ก็มีบางรายที่เจอดอกเบี้ยมหาโหดที่เดือนละ 20-30% </strong></p>
<p>การหลุดจากวัฏจักรของหนี้นอกระบบจึงไม่ง่าย สูตรที่นักวางแผนการเงินพูดกันบ่อยที่สุดคือ โอกาสที่คุณจะกำจัดหนี้นอกระบบออกจากชีวิตได้ ต้องพาตัวเองเข้าผลักเข้ามาเป็น &#8220;หนี้ในระบบ&#8221; ให้ได้เสียก่อน</p>
<p>ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกเช่นกัน ที่คุณจะผันหนี้นอกระบบมาเป็นหนี้ในระบบ เพราะต้นเหตุที่ทุกคนต้องหันไปกู้หนี้นอกระบบ คือมีคุณสมบัติและหลักฐานไม่เพียงพอที่จะไปกู้เงินจากสถาบันการเงิน แต่ข่าวดีก็คือ เดือน ธ.ค. 2552 ทั้งเดือน รัฐบาลเปิดโอกาสให้ผู้มีหนี้นอกระบบได้ลงทะเบียนเพื่อกู้เงินไปปลดหนี้นอกระบบ</p>
<p>Fundamentals ฉบับนี้ พาไปติดตามสาเหตุและทัศนะของการเป็นหนี้นอกระบบกัน</p>
<p><strong>มูลหนี้นอกระบบ 1.3-1.6 แสนล้านบาท บวกกับสัดส่วนหนี้นอกระบบ ที่ขยับขึ้นสู่ 20% ของมูลหนี้ทั้งระบบที่ประมาณ 8 ล้านล้านบาท กำลังกลายเป็นปัญหาร้ายแรงทั้งต่อเศรษฐกิจและสังคม</strong> รัฐบาลเล็งเห็นว่า หากปล่อยทิ้งไว้จะยิ่งเป็นภัยที่ลุกลามจนยากจะเยียวยา จึงเป็นเจ้าภาพจัดโครงการปล่อยสินเชื่อเพื่อปลดหนี้นอกระบบ โดยสามารถลงทะเบียนที่สาขาของธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. ได้ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1-30 ธ.ค. 2552 ตั้งแต่เวลา 8.30-16.30 น. เว้นเฉพาะวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์</p>
<p><strong>O ไม่มีระบบ ใครมาก่อน-ได้ก่อน</strong></p>
<p>รายงานข่าวจากธนาคารออมสินแจ้งว่า ไม่มีระบบใครมาก่อนได้ก่อน  ฉะนั้น ผู้ที่ต้องการเดินทางไปลงทะเบียน ไม่จำเป็นต้องรีบไปตั้งแต่วันแรก และสามารถทยอยเดินทางไปลงทะเบียนได้ทั้งเดือน ข้อสำคัญคือ วันที่จะเดินทางไปลงทะเบียน จะต้องนำสำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน และหลักฐานการเป็นหนี้นอกระบบไปด้วย ซึ่งกรณีไม่มีหลักฐานก็ไม่เป็นไร แต่เงื่อนไขคือต้องเป็นผู้มีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี และไม่เกิน 65 ปี</p>
<p>ส่วนกรณีผู้ค้ำประกัน สำหรับเงินกู้ไม่เกิน 1 แสนบาท ต้องมีผู้ค้ำประกัน 1 คน และ 2 คน สำหรับวงเงินกู้ 2 แสนบาท ผู้ค้ำประกันต้องมีรายได้รวมกันไม่น้อยกว่า 10% ของเงินกู้ โดยเงินกู้จะมีระยะเวลาการชำระเงินกู้ไม่น้อยกว่า 8 ปี</p>
<p>&#8220;ยังไม่ต้องพาผู้ค้ำประกันไปด้วยในวันลงทะเบียน เมื่อได้รับอนุมัติเงินกู้แล้วจึงจำเป็นต้องมีผู้ค้ำประกัน ซึ่งหลังปิดการรับลงทะเบียน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ข้อมูลทั้งหมดจะส่งไปกรมบัญชีกลางเพื่อคัดแยกหนี้และลูกหนี้&#8221;</p>
<p><strong>O คนนิยมกู้นอกระบบ-บัตรเครดิตมากขึ้น</strong></p>
<p>ผลจากการสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าและหอการค้าไทย ที่สำรวจความคิดเห็นสถานะภาพหนี้ภาคครัวเรือนทั่วประเทศจากกลุ่มตัวอย่าง 1,202 คน ระหว่างวันที่ 6-13 พ.ย. 2552 พบว่า ภาพรวมของแหล่งเงินกู้ในปัจจุบันจะเห็นว่า เมื่อต้องการใช้เงินอย่างเร่งด่วนประชาชนหันไปพึ่งพิงแหล่งเงินกู้นอกระบบ และจากบัตรเครดิตมากขึ้น ขณะเดียวกัน ธนาคารประชาชนและกองทุนหมู่บ้านก็เป็นแหล่งหยิบยืมเงินที่ได้รับความนิยมรองลงมา</p>
<p>โดยธนาคารพาณิชย์ ธนาคารของรัฐ สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร รวมถึง โรงรับจำนำ ได้รับความนิยมน้อยลงเรื่อยๆ</p>
<p><strong>และจะสังเกตได้ว่า ผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 5,000 บาท จะมีหนี้นอกระบบเยอะกว่ากลุ่มอื่น ส่วนคนที่มีรายได้ 30,000-50,000 บาท จะมีหนี้ในระบบมากกว่า</strong></p>
<p>สำหรับภาระหนี้ของครัวเรือนในปัจจุบัน พบว่า มีจำนวนหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนประมาณ 147,542 บาท หรือมีภาระต้องผ่อนชำระต่อเดือนประมาณ 9,654 บาท โดยเพิ่มขึ้น 2.8% จากต้นปี 52 คิดเป็นเพิ่มขึ้น 3,000 บาท/ครัวเรือน แบ่งเป็นหนี้ในระบบ 42.6% และหนี้นอกระบบ 57.4% สาเหตุที่หนี้เพิ่มขึ้น เพราะมีรายจ่ายสูงกว่ารายได้ ประกอบกับ ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น ทำให้ต้องหันไปหาแหล่งเงินกู้นำมาใช้ให้จ่ายในชีวิตประจำวัน ลงทุน ซื้อยานพาหนะ และซื้อบ้าน</p>
<p>ทั้งนี้ เมื่อดูการก่อหนี้ของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า  34% มีเฉพาะหนี้ในระบบ อีก 34% มีเฉพาะหนี้นอกระบบ และประมาณ 31% มีทั้งหนี้ในและนอกระบบ</p>
<p>โดยมีการสำรวจหนี้ในปัจจุบันและในอนาคต แม้หนี้นอกระบบจะเพิ่มขึ้น แต่ใน 1 ปีข้างหน้า กลุ่มตัวอย่างเชื่อว่า 59% หนี้นอกระบบจะลดลง และ 35% เชื่อว่าจะไม่มีหนี้นอกระบบเลย</p>
<p><strong>O 79% ของผู้มีหนี้ มีปัญหาชำระ</strong></p>
<p>แบบสำรวจยังสอบถามถึงการชำระหนี้ในรอบปีที่ผ่านมา ปรากฏว่า 79.1% ตอบว่ารอบปีที่ผ่านมา มีปัญหาในการชำระหนี้ มีเพียง 20.9% ตอบว่าไม่มีปัญหา</p>
<p>ซึ่งจากการสอบถามถึงสาเหตุของการเป็นหนี้ พบว่า 42.8% กู้เงินมาเพื่อใช้จ่ายทั่วไป 30% กู้เงินเพื่อซื้อทรัพย์สิน 18.3% กู้มาเพื่อลงทุนหรือประกอบธุรกิจ 7.9% เป็นหนี้ที่เกิดจากการซื้อบ้าน</p>
<p>สำหรับสถานภาพทางการเงินของครัวเรือนนั้น 75.5% พบว่า มีปัญหารายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย มีเพียง 24.5% เท่านั้นที่ตอบว่าไม่มีปัญหา ซึ่งกลุ่มตัวอย่างที่มีปัญหานั้น พวกเขาให้เหตุผลว่า เกิดจากการที่ราคาสินค้าแพงขึ้น 66.5%  21.6% บอกว่าเป็นเพราะอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น  5.7% บอกว่าเพราะราคาน้ำมันแพง</p>
<p>ซึ่งโดยภาพรวมของกลุ่มที่มีปัญหารายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่ายนั้น เมื่อเกิดปัญหา 45%จะหันไปกู้เงิน  20%นำเงินออมออกมาใช้ อีก 20%หันไปขอความช่วยเหลือจากญาติพี่น้อง อีก 13%นำสินทรัพย์ที่มีอยู่ออกมาขายหรือจำนำ</p>
<p>ส่วนกลุ่มที่บอกว่าไม่มีปัญหา ยังมีรายได้เพียงพอกับรายจ่ายนั้น เพราะพวกเขายังเลือกซื้อสินค้าเฉพาะที่จำเป็น ซึ่งประมาณ 63%ของกลุ่มตัวอย่างบอกว่า พวกเขาคิดว่าปัจจุบันหนี้เพิ่มขึ้นมากกว่าตัวเลขรายได้ที่เพิ่มขึ้นไปเรียบร้อยแล้ว</p>
<p><strong>O คนรอบตัวมีหนี้นอกระบบมากขึ้น</strong></p>
<p>หอการค้ายังได้ถามกลุ่มตัวอย่างว่า มีคนรู้จักที่มีหนี้นอกระบบหรือไม่ กลุ่มตัวอย่าง 85.8% ตอบว่า มีคนรู้จักเป็นหนี้นอกระบบ ซึ่งเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาคนรู้จักที่มีหนี้นอกระบบเหล่านั้น มีหนี้นอกระบบเพิ่มมากขึ้นกว่า 32%</p>
<p>ซึ่งรูปแบบการทวงหนี้ของเจ้าหนี้นอกระบบนั้น ที่เจอเยอะที่สุดคือโทรศัพท์มาทวงหนี้ นอกจากนี้ ยังมีที่ส่งคนมาทวงหนี้ หรือร้ายแรงยิ่งกว่านั้นคือส่งนักลงมาข่มขู่ให้จ่ายหนี้</p>
<p><strong>O เชื่อรัฐแก้ไขปัญหานี้นอกระบบไม่ได้</strong></p>
<p>ผลการสำรวจกลุ่มตัวอย่างพบว่า 76%ของกลุ่มตัวอย่าง ยังไม่เคยเป็นหนี้นอกระบบ ซึ่งเมื่อสอบถามกลุ่มที่เคยเป็นหนี้นอกระบบมาก่อน 59.5%มองว่ารัฐบาลไม่น่าจะแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบได้ เมื่อดูจากสาเหตุของความพยายามในการแก้ไขหนี้ที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่เมื่อแสดงความจำนงในการแก้ไขหนี้ไปแล้ว รัฐบาลไม่ติดต่อกลับมา ขณะที่บางส่วนไม่มีหลักทรัพย์ในการค้ำประกัน รวมถึงบางคนมีหนี้สูงเกินกำหนดวงเงินช่วยเหลือ</p>
<p>ส่วน 40%ของคนที่คิดว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาหนี้นอกระบบได้ เพราะเชื่อว่า  72%ของคนที่ได้รับการแก้ไขหนี้นอกระบบ จะไม่กลับมาเป็นหนี้อีก มีส่วนน้อยที่มีโอกาสกลับมาเป็นหนี้อีก เพราะยังมีรายได้ที่ไม่พอกับรายจ่าย บางคนไม่มีเงินทุนหมุนเวียน บางคนประกอบอาชีพแล้วขาดทุน นั่นเป็นสาเหตุให้คนกลุ่มนี้กลับมาเป็นหนี้นอกระบบอีก</p>
<p>&#8220;ธนวรรธน์ พลวิชัย&#8221; ผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย บอกว่า ปัจจุบันประชาชนส่วนใหญ่ยังมีความกังวลว่า การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบของรัฐบาลในครั้งนี้อาจจะไม่ได้ผลนัก เพราะรัฐบาลไม่มีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง หรือบางรายไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และมีหนี้สูงกว่าวงเงินที่รัฐกำหนด ทำให้ขาดโอกาสในการเข้าร่วมโครงการ  อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวเขาเห็นด้วยกับมาตรการแก้ไขหนี้นอกระบบของรัฐบาล แม้รูปแบบจะคล้ายประชานิยม และไม่ส่งผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจมากนัก</p>
<p><img class="alignnone size-medium wp-image-8145" title="news_img_89812_1" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/12/news_img_89812_1-300x199.jpg" alt="news_img_89812_1" width="300" height="199" /></p>
<p>แต่เป็นโครงการที่เข้าถึงประชาชนได้อย่างแท้จริง ซึ่งจะมีผลทำให้ลดรายจ่ายจากภาระดอกเบี้ย และมีการออม การใช้จ่ายมากขึ้น เชื่อว่านโยบายนี้มีโอกาสประสบความสำเร็จ เพราะรัฐใช้สถาบันการเงินรัฐช่วยขับเคลื่อน ซึ่งมีระบบการจัดการและบริหารความเสี่ยงดี ทำให้โอกาสเกิดหนี้เสียมีไม่ถึง 10%</p>
<p><strong>&#8220;แม้ว่าภาพรวมโครงการจะไม่ได้มีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มาก และมีความเป็นประชานิยม แต่เมื่อพิจารณาจะพบว่า วงเงินการปล่อยกู้แต่ละราย รายละ 2 แสนบาทนั้น ครอบคลุมวงเงินกู้ที่ประชาชนมีอยู่ตามการสำรวจ คือเฉลี่ยรายละ 1.4 แสนบาท และอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยที่ 12% หรือ 1% ต่อเดือน เมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยที่ผู้อยู่ในต้องแบกภาระอยู่ 5-10% ต่อเดือนเท่ากับเป็นการลดภาระได้มาก ผมมองว่าประชาชนจะประหยัดค่าดอกเบี้ยได้มาก และมีเงินเหลือมาใช้จ่ายเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ระดับหนึ่ง โดยประเมินว่า ในจำนวนคน 1 ล้านคนที่เชื่อว่าอยู่ในวงเงิน 5 หมื่น -1 แสนบาท ก็จะต้องใช้เงิน 3-5 หมื่นล้านบาทในโครงการนี้ แต่ประชาชนจะมีเงินเหลือจากเดิมที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงๆประมาณ 3-5 พันล้านบท เป็นเม็ดเงินนี้ก็จะอยู่ในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งแม้จะไม่มีไม่ส่งผลต่อระบบเท่าใดแต่ศูนย์สนับสนุนโครงการนี้ เพราะช่วยบรรเทาภาระประชาชน&#8221;</strong></p>
<p><strong>O คนเป็นหนี้อยากเข้าร่วมโครงการ</strong></p>
<p>หอการค้า สำรวจความเห็นถึงการที่รัฐบาลมีโครงการปลดหนี้นอกระบบ ซึ่ง 57% ของกลุ่มตัวอย่างบอกว่าจะเข้าร่วมโครงการ  42% คือกลุ่มที่ไม่ต้องการเข้าร่วมโครงการ</p>
<p>ซึ่งเมื่อถูกถามถึงทัศนะในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของรัฐบาล กลุ่มตัวอย่างประมาณ 32% เห็นด้วยในระดับปานกลาง ส่วนกลุ่มที่เห็นด้วยมากถึงมากที่สุดมีประมาณ 19% ที่เหลือคือกลุ่มที่เห็นด้วยน้อย น้อยมาก จนถึงไม่เห็นด้วยเลย นั่นเพราะพวกเขายังเชื่อว่า รัฐบาลจะสามารถแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบได้น้อยมาก โดยกลุ่มตัวอย่าง 37% คิดว่าช่วยแก้ปัญหาได้น้อย 35% คิดว่าช่วยได้ในระดับปานกลาง</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจยังระบุว่า โครงการแก้ไขหนี้นอกระบบของ รัฐบาลในครั้งนี้ 33% มองว่าน่าจะทำให้มีภาระดอกเบี้ยน้อยลงและมีเงินเหลือเก็บ 26% คิดว่าเมื่อไม่มีภาระดอกเบี้ยสูงๆ ทำให้มีเงินเหลือพอซื้อของเพิ่มขึ้นได้ 24% คิดว่าน่าจะมีเงินเหลือไปลงทุน อีก 15% มองว่าปัญหาอาชญากรรมที่เกิดจากการทวงหนี้จะน้อยลง</p>
<p><strong>นอกจากนี้ ผลสำรวจเพิ่มเติมของหอการค้า ยังระบุว่า การที่รัฐบาลจะดำเนินโครงการปลดหนี้นอกระบบให้สำเร็จได้ ต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น ต้องมีแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจริงๆ และเข้าถึงปัญหาของผู้เดือดร้อนที่แท้จริงโดยควรสำรวจความเห็นและช่วยเหลือผู้เป็นหนี้ รวมถึงมีนโยบายสร้างงานและรายได้ขึ้นมารองรับอย่างต่อเนื่อง</strong></p>
<p>อย่างไรก็ตาม กลุ่มตัวอย่างมองว่า ในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงปัญหาหนี้นอกระบบเท่านั้น แต่ยังมีปัญหาอื่นๆอีก ที่รัฐบาลน่าจะช่วยแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นปัญหาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ปัญหาต้นทุนการผลิตสูง ปัญหาความยากจน ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง รวมถึงควรจะมีแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้ผู้มีรายได้น้อยด้วย</p>
<p>ทั้งนี้ เมื่อถูกถามถึงการแก้ปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบด้วยการมีสหกรณ์เข้ามาช่วยเหลือได้หรือไม่นั้น กลุ่มตัวอย่าง 85% คิดว่าน่าจะช่วยแก้ไขปัญหาได้ เพราะสหกรณ์เป็นแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และสามารถให้กู้ในกรณีฉุกเฉินได้ และยังเป็นแหล่งฝากเงินที่ให้ผลตอบแทนดีด้วย</p>
<p><strong>O ยังมีเงินออม-ใช้จ่ายน้อยกว่ารายได้</strong></p>
<p>ผลสำรวจถึงการเก็บออมในปัจจุบัน ยังพบกว่ากลุ่มตัวอย่าง 90% บอกว่าพวกเขามีเงินออม แต่เมื่อแยกย่อยถึงสัดส่วนของการเก็บออมพบว่า 26.91% คือกลุ่มที่เก็บออมน้อยกว่า 10%ของรายได้ 31.9% เก็บออมประมาณ 10-20%ของรายได้  15%คือกลุ่มที่เก็บออม 20-30%ของรายได้ 4.7%เก็บออม 31-40%ของรายได้  2%เก็บออม 40-50%ของรายได้ แต่ที่น่าแปลกใจคือประมาณ 19% เก็บออมมากกว่า 50%ของรายได้</p>
<p>และเมื่อสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายในปัจจุบัน พบว่า  49%ซื้อในปริมาณที่น้อยลง ประมาณ 39% ยังซื้อในปริมาณเท่าเดิม และที่ซื้อมากขึ้นมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น สาเหตุที่ซื้อในปริมาณและมูลค่าน้อยลง 22%ตอบว่าราคาข้าวของแพงขึ้น อีก 22%บอกว่ามีภาระหนี้มาก 20%มีรายได้รับน้อยลง  19%ตอบว่าเพราะพวกเขาดำเนินตามนโยบายเศรษฐกิจพอเพียง  16%ตอบว่าไม่มั่นใจในภาวะเศรษฐกิจไทย</p>
<p>อย่างไรก็ตาม 74.7% ของกลุ่มตัวอย่างยังใช้จ่ายน้อยกว่ารายได้ มีเพียง 16% ที่ใช้จ่ายมากกว่ารายได้ที่ได้รับ และ 9% ใช้จ่ายเท่ากับรายได้ที่ได้รับ</p>
<p><strong>ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงภาพคร่าวๆของสถานการณ์การออมและการเป็นหนี้ของประชาชนในปัจจุบัน รวมถึงทัศนะและความเห็นของผู้คน ที่คงพอจะขยายภาพความเป็นจริงให้เห็นได้บ้าง</p>
<p>โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์<br />
6 ธ.ค. 2552</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sarut-homesite.net/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a-%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คลังลุยไมโครไฟแนนซ์ แก้ลำเงินกู้นอกระบบ : Posttoday</title>
		<link>http://sarut-homesite.net/%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%8b%e0%b9%8c-%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89/</link>
		<comments>http://sarut-homesite.net/%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%8b%e0%b9%8c-%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 05 Nov 2009 11:28:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Economics]]></category>
		<category><![CDATA[microcredit]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ไมโครเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ไมโครไฟแนนซ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=7958</guid>
		<description><![CDATA[การเร่งเครื่องเดินหน้าแหล่งเงินกู้ขนาดจิ๋วหรือ &#8216;ไมโครไฟแนนซ์&#8217; ของ กระทรวงการคลัง ถือเป็นการเดินหน้าควบคู่กับการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบในการขึ้นทะเบียน ลูกหนี้-เจ้าหนี้ โดยแผนการตั้งแหล่งเงินกู้ขนาดจิ๋วถูกบรรจุไว้ในแผนแม่บท พัฒนาระบบสถาบันการเงินหรือมาสเตอร์แพลน 2 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หลังจากแผนแม่บทของธปท.ในฉบับแรกเป็นการเพิ่มจำนวนสถาบันการเงิน และธนาคารเพื่อรายย่อยไปแล้วจำนวนมาก แต่ดูเหมือนว่ายังมีประชาชนผู้มีรายได้น้อยอีกจำนวนมากที่เข้าไม่ถึงแหล่งเงิน ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ยังต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ เพราะไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือเพราะรายได้น้อยมาก ไม่เข้าเกณฑ์ที่จะขอกู้จากสถาบันการเงินได้ ในเชิงเศรษฐศาสตร์ เงินกู้เพื่อรากหญ้า หรือไมโครเครดิต คือการขยายเงินกู้จำนวนเล็กๆ ให้แก่คนที่ไม่มีงานทำรวมถึงช่วยผู้ประกอบการที่เป็นคนจน คนที่สังคมรังเกียจ และผู้ที่อาศัยอยู่ในถิ่นทุรกันดารที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ของธนาคารได้ โดยคนเหล่านี้ถือว่าขาดแคลนในเรื่อง หลักทรัพย์ค้ำประกัน ความมั่นคงของงาน และประวัติการเงิน เนื่องด้วยคุณสมบัติที่ต่ำ ระบบดังกล่าวเริ่มขึ้นครั้งแรกในประเทศบังกลาเทศซึ่งเป็นประเทศที่คนจนประสบความสำเร็จ ที่ใช้เงินกู้ขนาดเล็กขยายกิจการธุรกิจขนาดเล็กและเสริมรายได้ สถาบันที่เป็นไมโครไฟแนนซ์ยังรวมถึงเครดิตยูเนียน สหกรณ์ ธนาคารพาณิชย์ทั้งหลาย และสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร หรือนันแบงก์ และมูลนิธิที่ให้บริการด้านการเงินด้วย ในส่วนของประเทศไทย นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง พยายามใช้สถาบันการเงินของรัฐอย่างธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในการเป็นแหล่งสินเชื่อไมโครไฟแนนซ์ ปล่อยกู้ประกอบธุรกิจขนาดเล็ก ธุรกิจการเกษตรขนาดเล็ก และอีกส่วนหนึ่งจะทำธุรกิจการค้าเล็กๆเพื่อหารายได้ เช่น การประกอบอาชีพเกี่ยวกับกระบวนการทำอาหาร การค้าเล็กๆสำหรับในชุมชนเมือง และแม่ค้าขายของตามข้างถนน ไม่เพียงเท่านั้น ธนาคารกรุงไทยก็พยายามเข้ามาทำธุรกิจไมโครไฟแนนซ์ผ่านการปล่อยสินเชื่อให้แก่ กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-medium wp-image-7959" title="LAFrog BenettonMicrocredit" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/11/LAFrog-BenettonMicrocredit-300x222.jpg" alt="LAFrog BenettonMicrocredit" width="300" height="222" /></p>
<p><strong>การเร่งเครื่องเดินหน้าแหล่งเงินกู้ขนาดจิ๋วหรือ &#8216;ไมโครไฟแนนซ์&#8217; ของ กระทรวงการคลัง ถือเป็นการเดินหน้าควบคู่กับการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบในการขึ้นทะเบียน ลูกหนี้-เจ้าหนี้ โดยแผนการตั้งแหล่งเงินกู้ขนาดจิ๋วถูกบรรจุไว้ในแผนแม่บท พัฒนาระบบสถาบันการเงินหรือมาสเตอร์แพลน 2 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)</strong></p>
<p>หลังจากแผนแม่บทของธปท.ในฉบับแรกเป็นการเพิ่มจำนวนสถาบันการเงิน และธนาคารเพื่อรายย่อยไปแล้วจำนวนมาก แต่ดูเหมือนว่ายังมีประชาชนผู้มีรายได้น้อยอีกจำนวนมากที่เข้าไม่ถึงแหล่งเงิน ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ยังต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ เพราะไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือเพราะรายได้น้อยมาก ไม่เข้าเกณฑ์ที่จะขอกู้จากสถาบันการเงินได้<br />
<strong><br />
ในเชิงเศรษฐศาสตร์ เงินกู้เพื่อรากหญ้า หรือไมโครเครดิต คือการขยายเงินกู้จำนวนเล็กๆ ให้แก่คนที่ไม่มีงานทำรวมถึงช่วยผู้ประกอบการที่เป็นคนจน คนที่สังคมรังเกียจ และผู้ที่อาศัยอยู่ในถิ่นทุรกันดารที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ของธนาคารได้</p>
<p>โดยคนเหล่านี้ถือว่าขาดแคลนในเรื่อง หลักทรัพย์ค้ำประกัน ความมั่นคงของงาน และประวัติการเงิน เนื่องด้วยคุณสมบัติที่ต่ำ ระบบดังกล่าวเริ่มขึ้นครั้งแรกในประเทศบังกลาเทศซึ่งเป็นประเทศที่คนจนประสบความสำเร็จ ที่ใช้เงินกู้ขนาดเล็กขยายกิจการธุรกิจขนาดเล็กและเสริมรายได้ สถาบันที่เป็นไมโครไฟแนนซ์ยังรวมถึงเครดิตยูเนียน สหกรณ์ ธนาคารพาณิชย์ทั้งหลาย และสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร หรือนันแบงก์ และมูลนิธิที่ให้บริการด้านการเงินด้วย</strong></p>
<p><strong>ในส่วนของประเทศไทย</strong> นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง พยายามใช้สถาบันการเงินของรัฐอย่างธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในการเป็นแหล่งสินเชื่อไมโครไฟแนนซ์ ปล่อยกู้ประกอบธุรกิจขนาดเล็ก ธุรกิจการเกษตรขนาดเล็ก และอีกส่วนหนึ่งจะทำธุรกิจการค้าเล็กๆเพื่อหารายได้ เช่น การประกอบอาชีพเกี่ยวกับกระบวนการทำอาหาร การค้าเล็กๆสำหรับในชุมชนเมือง และแม่ค้าขายของตามข้างถนน ไม่เพียงเท่านั้น ธนาคารกรุงไทยก็พยายามเข้ามาทำธุรกิจไมโครไฟแนนซ์ผ่านการปล่อยสินเชื่อให้แก่ กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง เป็นการต่อยอดจากเดิมที่รัฐบาลเคยให้ไว้ 1 ล้านบาท</p>
<p><strong>ล่าสุด นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการสายเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่าการทำธุรกิจการเงินเพื่อกลุ่มรากหญ้าดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาว่ากระทรวงการคลังจะเลือกทำในลักษณะใดจาก 3 รูปแบบ</strong></p>
<p>1. เปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติที่มีประสบการณ์และศักยภาพเข้ามาขอใบอนุญาตในการทำธุรกิจ</p>
<p>2. เปิดให้ธนาคารพาณิชย์ทำธุรกิจร่วมกับบุคคลที่ 3 หรือนักลงทุนต่างชาติที่มีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะและมีศักยภาพสูง</p>
<p>3. เปิดให้ธนาคารพาณิชย์ลงทุนทำธุรกิจเองแต่ธุรกิจนี้จะแยกย่อยออกมาจากธนาคารพาณิชย์ หรือ อาจตั้งเป็นบริษัทลูกขึ้นมาเพื่อให้บริการด้านการเงินกับลูกค้าระดับรากหญ้าโดยเฉพาะ</p>
<p><strong>แนวทางการตั้งไมโครไฟแนนซ์ถือเป็นเรื่องใหม่ในการทำธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ไทย ทำให้ที่ผ่านมาสถาบันการเงินไทยยังกลัวๆกล้าๆ เพราะความเสี่ยงสูง อาจไม่ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ แต่จากการที่ธปท.ลุยหารือเบื้องต้นกับธนาคารพาณิชย์ พบว่ามีบางรายที่สนใจ และตั้งใจจะใช้เป็นช่องทางในการปล่อยสินเชื่อเพิ่มเติม</strong></p>
<p>ขณะที่การเพิ่มผู้เล่นใหม่จากต่างประเทศที่เคยมีประสบการณ์ หรือ ทำธุรกิจนี้ในต่างประเทศให้เข้ามาขอใบอนุญาตจัดตั้งสถาบันการเงินในประเทศไทย ถือเป็นเรื่องหนึ่งที่ระบุไว้ในแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นแผน 5 ปี คือตั้งแต่ปี 2552-2556 ดังนั้น ธปท.จึงเชื่อว่า หลังจากนี้การแข่งขันในธุรกิจไมโครไฟแนนซ์จะสูงขึ้น เป็นการชิงเค้กใหม่ในปริมาณที่สูงมาก ในส่วนของกระทรวงการคลังก็จะเดินอีก &#8220;ขา&#8221; คือลุยขึ้นทะเบียนเงินกู้นอกระบบ ซึ่งครั้งนี้ถือว่าแปลกกว่าทุกครั้ง เพราะเป็นการให้ขึ้นทะเบียนเจ้าหนี้นอกระบบด้วย</p>
<p>แน่นอนว่าหลังการขึ้นทะเบียน กระทรวงการคลังจะมีมาตรการอะไรออกมา หนึ่งในนั้นก็คือข้อเสนอเรื่องการให้เจ้าพ่อเจ้าแม่เงินกู้นอกระบบดำเนินการอย่างเป็นกิจจะลักษณะ กระทรวงการคลังเชื่อว่าการใช้ระบบไมโครไฟแนนซ์เข้ามาแก้ไขเรื่องการถูกปฏิเสธสินเชื่อของประชาชนระดับล่าง น่าจะทำให้คนกลุ่มนี้ได้รับโอกาสที่ดีกว่าจากทั้งอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินที่ดีขึ้น</p>
<p><strong>เพราะปัจจุบันกลุ่มเงินกู้นอกระบบมีทั้งกลุ่มที่ดีและแก๊งที่เลวร้าย บางรายมีการใช้มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ใช้นักเลงหัวไม้มาลุยเก็บเงินพ่อค้าแม่ค้าที่เบี้ยวหนี้หรือขาดส่ง มีการทำร้ายร่างกายจนถึงขั้นฆ่ากันตายก็มีขณะที่ดอกเบี้ยบางแห่งคิดเป็น &#8220;รายวัน&#8221; ผ่อนเท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด กระทั่งดอกเบี้ยทบเงินต้น</strong></p>
<p>ถ้ารัฐบาลเปิดขึ้นทะเบียนหนี้นอกระบบรอบนี้เมื่อไหร่ รับรองว่ามีประชาชนมาขึ้นทะเบียนกันล้นหลามแน่นอน</p>
<p>ดีเดย์คือเดือน พ.ย. นี้ รับรองล้นหลาม แต่ที่ต้องจับตาดูต่อไปก็คือในส่วนของการขึ้นทะเบียนเจ้าหนี้ ว่าจะมีเจ้าหนี้นอกระบบรายใดกล้าหาญชาญชัย เพราะจะเป็นการ &#8220;เปิดหน้า&#8221; กล้าให้สังคมโฟกัสส่องสปอตไลต์ เกิดหน่วยราชการมีการเรียกเก็บภาษีย้อนหลังจะทำอย่างไร งานนี้อาจจะได้ไม่คุ้มเสีย!!!</p>
<p><strong>สุดท้ายเชื่อว่า ภาระหนักคงยังตกที่สถาบันการเงินของรัฐบาลในการแบกรับหนี้นอกระบบ และถ้าไม่เร่งตั้งไมโครไฟแนนซ์ก่อกำเนิดสถาบันการเงินขนาดจิ๋วให้เข้าถึงแหล่งชุมชนอย่างแท้จริง ปัญหาหนี้นอกระบบก็ยังคงวนเวียนหลอกหลอนสังคมไทยต่อไป</p>
<p>กระทรวงการคลังเชื่อว่าการใช้ระบบไมโครไฟแนนซ์เข้ามาแก้ไขเรื่องการถูกปฏิเสธสินเชื่อของประชาชนระดับล่าง น่าจะทำให้คนกลุ่มนี้ได้รับโอกาสที่ดีกว่าจากทั้งอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินที่ดีขึ้น</p>
<p>ที่มา : คอลัมน์ วิเคราะห์ หนังสือพิมพ์ โพสต์ ทูเดย์ วันที่ 30 ต.ค. 52</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sarut-homesite.net/%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%8b%e0%b9%8c-%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
