<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>การลงทุน &#187; วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ</title>
	<atom:link href="http://sarut-homesite.net/tag/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%93-%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b9%82%e0%b8%8a%e0%b8%95%e0%b8%b4/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://sarut-homesite.net</link>
	<description>บทความการลงทุน การเล่นหุ้น วิเคราะห์ เศรษฐศาสตร์</description>
	<lastBuildDate>Mon, 06 Sep 2010 17:11:35 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.1</generator>
		<item>
		<title>ทำไมต้อง &#8220;ให้&#8221; : วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ</title>
		<link>http://sarut-homesite.net/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%93-%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://sarut-homesite.net/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%93-%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 18 Jan 2010 02:32:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Good Story]]></category>
		<category><![CDATA[วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8231</guid>
		<description><![CDATA[อยากจะฝากให้ท่านเริ่มปีใหม่ด้วยการแนะนำหนังสือที่มีคุณค่าเล่มหนึ่ง คือ หนังสือชื่อ ทำไมต้อง “ให้” ของหลวงพ่ออลงกต ติกขปญโญ แห่งวัดพระบาทน้ำพุ ดิฉันได้รับหนังสือเล่มนี้จากเพื่อนร่วมงาน หลังจากที่เขาไปกราบนมัสการหลวงพ่อที่วัดพระบาทน้ำพุ เมื่อต้นเดือนธันวาคม หลวงพ่ออลงกต เป็นพระนักพัฒนา ผู้อุทิศให้กับผู้ติดเชื้อเอดส์  ในคำนำของหนังสือเล่มนี้กล่าวว่า ปกติหลวงพ่อจะมีกิจมากมาย จึงไม่มีการตีพิมพ์คำสอนของหลวงพ่อออกมาเป็นเล่ม  หนังสือ  ทำไมต้อง “ให้” ถือว่าเป็นการตีพิมพ์ข้อคิดและคำสอนของหลวงพ่อออกมาเป็นครั้งแรก หลวง พ่อกล่าวถึงการ “ให้” ว่ามีหลายลำดับชั้น  ตั้งแต่การให้ในระดับสัญชาตญาณ เช่น การเลี้ยงดูลูกที่เกิดมา  เป็นการ “ให้” แบบตรงไปตรงมา ซึ่งสิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ต่างรู้จักการให้ในรูปแบบนี้ทั้ง สิ้น อย่างไรก็ดี การให้ จะถูกพัฒนาให้ละเอียดซับซ้อนขึ้น เมื่อผู้ให้มีสติปัญญาหรือมีองค์ความรู้มากขึ้น และเมื่อพัฒนาสูงขึ้นจะเป็นการให้ในระดับ จริยธรรม ในทางพุทธศาสนา การให้คือ จาคะ  ซึ่งแปลว่า ความเสียสละ จะมี 2 นัย คือ สละวัตถุและสละอารมณ์  สละวัตถุคือการสละทรัพย์หรือสิ่งของเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น  ส่วนการสละอารมณ์นั้นเป็นการปล่อยวางอารมณ์ (ที่ไม่ดี) หลวงพ่อได้ยก ตัวอย่างถึงการให้วัตถุ แต่เพิ่มระดับด้านจิตใจด้วย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/01/GiveHeart001.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8232" title="GiveHeart001" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/01/GiveHeart001-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p>อยากจะฝากให้ท่านเริ่มปีใหม่ด้วยการแนะนำหนังสือที่มีคุณค่าเล่มหนึ่ง คือ หนังสือชื่อ ทำไมต้อง “ให้” ของหลวงพ่ออลงกต ติกขปญโญ แห่งวัดพระบาทน้ำพุ ดิฉันได้รับหนังสือเล่มนี้จากเพื่อนร่วมงาน หลังจากที่เขาไปกราบนมัสการหลวงพ่อที่วัดพระบาทน้ำพุ เมื่อต้นเดือนธันวาคม</p>
<p>หลวงพ่ออลงกต เป็นพระนักพัฒนา ผู้อุทิศให้กับผู้ติดเชื้อเอดส์  ในคำนำของหนังสือเล่มนี้กล่าวว่า ปกติหลวงพ่อจะมีกิจมากมาย จึงไม่มีการตีพิมพ์คำสอนของหลวงพ่อออกมาเป็นเล่ม  หนังสือ  ทำไมต้อง “ให้” ถือว่าเป็นการตีพิมพ์ข้อคิดและคำสอนของหลวงพ่อออกมาเป็นครั้งแรก</p>
<p>หลวง พ่อกล่าวถึงการ “ให้” ว่ามีหลายลำดับชั้น  ตั้งแต่การให้ในระดับสัญชาตญาณ เช่น การเลี้ยงดูลูกที่เกิดมา  เป็นการ “ให้” แบบตรงไปตรงมา ซึ่งสิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ต่างรู้จักการให้ในรูปแบบนี้ทั้ง สิ้น</p>
<p>อย่างไรก็ดี การให้ จะถูกพัฒนาให้ละเอียดซับซ้อนขึ้น เมื่อผู้ให้มีสติปัญญาหรือมีองค์ความรู้มากขึ้น และเมื่อพัฒนาสูงขึ้นจะเป็นการให้ในระดับ จริยธรรม</p>
<p>ในทางพุทธศาสนา การให้คือ จาคะ  ซึ่งแปลว่า ความเสียสละ จะมี 2 นัย คือ สละวัตถุและสละอารมณ์  สละวัตถุคือการสละทรัพย์หรือสิ่งของเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น  ส่วนการสละอารมณ์นั้นเป็นการปล่อยวางอารมณ์ (ที่ไม่ดี)</p>
<p>หลวงพ่อได้ยก ตัวอย่างถึงการให้วัตถุ แต่เพิ่มระดับด้านจิตใจด้วย เมื่อเรามีการเสียสละ  แม้ว่าในทางกฎหมายไม่มีใครว่าอะไรถ้าเราจะไม่ให้ของซึ่งเราหามาได้กับคน อื่น  แต่ในด้านจริยธรรมแล้ว หากเราไม่เคยให้ เพื่อทำประโยชน์แก่ผู้อื่นเลย เราอาจถูกมองในแง่ลบ และเมื่อส่วนที่เราให้ได้ เราไม่ได้ให้ เมื่อตายไปก็ไม่สามารถให้ได้ จึงเท่ากับว่าเราสร้างทุกข์ให้กับชีวิตอื่นเหมือนกัน</p>
<p>การให้ ทำให้คนพ้นจากความทุกข์ คือ การเวียนว่าย เกิด แก่ เจ็บ ตาย  โดยการหลุดพ้นจากความทุกข์ เกิดได้จากการฝึกจิต ที่เริ่มจาก ทาน ศีล ภาวนา</p>
<p>“ทาน” ถือเป็นระดับต้นของการฝึก คนไหนไม่ให้ ไม่แบ่งปัน ก็ไม่ควรจะหวังที่จะพ้นทุกข์  นอกจากนี้ การให้ไม่ควรมีข้ออ้าง ไม่ควรมีเงื่อนไข  เช่น ไม่ให้ถ้าเขาเป็นคนไม่ดี หรือเคยทำผิดพลาด</p>
<p><strong>หลวงพ่อกล่าวว่า  “คนเรามีใครบ้างที่ไม่เคยทำชั่ว ไม่เคยทำเลว ไม่เคยทำผิดพลาด หลวงพ่อไม่เคยเห็นเลย”  แต่เมื่อพลาดแล้ว หากไม่มีคนให้อภัย ไม่มีคนให้กำลังใจ ไม่มีคนช่วยเหลือ  คนนั้นก็จะต้องรับทุกข์ที่ตนเองทำลงไปด้วยความประมาทพลาดพลั้ง โลกนี้ก็จะไม่ดีขึ้น</strong></p>
<p>สังคมปัจจุบันอาจมีคนมองว่า คนที่มีน้ำใจช่วยเหลือคนอื่น หรือเป็นคนดีนั้น เป็น “คนโง่”  หรือสังคมอาจจะมีคนที่แข็งแรงกว่า ฉลาดกว่า เอาเปรียบคนที่อ่อนแอกว่า โง่กว่า</p>
<p>หลวงพ่อสอนว่า แม้สังคมจะว่าอย่างไร เราก็ควรจะ “ให้”อยู่ต่อไป   การให้ต้องเกิดจากการฝึกฝน เป็นทักษะ หากให้ไม่ถูกวิธี เราจะไม่มีความสุขกับการให้</p>
<p><strong>ความสุขของการให้ ไม่ได้อยู่ที่มีคนรู้ว่าเราให้ หรือได้รับคำชมจากผู้อื่น  แต่อยู่ที่ความปีติที่เกิดขึ้นในใจเราต่างหาก  ผู้ที่เข้าถึงการให้ที่แท้จริงแล้ว จะแบ่งปันให้กับผู้อื่นจนเป็นนิสัยติดตัว เพราะมีความสุขที่ได้ให้ โดยไม่ต้องมีใครมาบอก มาสอน</strong></p>
<p><strong>ในหนังสือบอกว่า “การให้” ถ้าให้ไม่เป็น ก็เป็นทุกข์ ถ้าให้ไม่เป็นก็วุ่นวายเหมือนกัน เพราะการให้ มีพื้นฐานมาจากเจตนารมณ์ที่เราจะทำให้คนพ้นจากความทุกข์ แล้วก็พัฒนาไปสู่การเป็นคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น   ถ้าให้โดยไม่ดูอะไรเลย  ไม่ระมัดระวังเลย ก็เกิดผลเสียเหมือนกัน</strong></p>
<p><strong>“การ ให้” โดยหวังให้ผู้รับได้ดิบได้ดีนั้น ไม่ถือเป็นการให้โดยหวังสิ่งตอบแทนแก่ตนเอง เพราะเป็นการหวังให้เขาพ้นจากความทุกข์ มีประโยชน์กับสังคม ถือเป็นคนละอย่างกับการหวังให้เขามาตอบแทนเรา</p>
<p>“การให้” เป็นการทำให้เราปฏิบัติตนให้พ้นจากทุกข์ ความยึดมั่นถือมั่น  อย่างไรก็ดี ให้น้อยไปก็เป็นทุกข์ ให้มากไปก็เป็นทุกข์  หลวงพ่อแนะนำให้ใช้วิจารณญาณของตนเองเป็นสิ่งตัดสิน ถ้าอยากให้ ก็ให้ไปเถิด  หลวงพ่อเล่าว่า บางทีหลวงพ่อรู้ว่าถูกหลอก หลวงพ่อก็ยัง “ให้”</p>
<p>แต่ การให้ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องให้ไปหมดทุกอย่าง  หลวงพ่อได้เตือนให้ระมัดระวังไม่ให้เสียความสมดุล ทั้งในเรื่องความรับผิดชอบในหน้าที่การงาน อาชีพ ครอบครัว และรับผิดชอบต่อตนเอง  ต้องให้เกิดความพอดี</strong></p>
<p>การให้ไม่จำเป็นต้องเรียงลำดับจากใกล้ตัวไปไกลตัว ทุกอย่างเป็นเรื่องของสถานการณ์และความเหมาะสม</p>
<p>หลวง พ่อสอนถึงการให้แบบพ่อ-แม่-ลูก  แบบลูก-พ่อ-แม่  การให้แบบคู่รัก  การให้ต่อคนภายนอก ต่อสังคม  ต่อโลก  การให้ที่ไม่ต้องใช้เงิน เช่น ให้กำลังใจ ให้สติ  และการให้ที่ยิ่งใหญ่ คือการให้ “ธรรมะ” และในตอนท้ายของเล่ม มีเรื่องของการให้ในสไตล์ของหลวงพ่อ</p>
<p>ดิฉันขอจบด้วย คำสอนสองคำสอนของหลวงพ่อคือ</p>
<p><strong> “….ชีวิตที่อยู่บนเงื่อนไขมากมาย มันไม่ใช่เรื่องง่าย  มันเป็นศาสตร์ที่จะทำให้ชีวิตเกิดความสุข มันเป็นศิลปะที่จะทำให้ชีวิตเกิดความพอดี”</p>
<p>“ชีวิตคนเราเกิดมาต้องมี ศรัทธา ต้องเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองทำ และอย่ามองชีวิตเป็นเศรษฐศาสตร์ กำไรขาดทุน แต่จงมองชีวิตเป็นศิลปะเพื่อจะได้อยู่อย่างมีความสุข”</strong></p>
<p>เป็น หนังสือที่ดีมากๆ เหมาะที่จะซื้อเป็นของขวัญให้ตัวเองในปีใหม่นี้ค่ะ  ราคาเล่มละ 160 บาท พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ เลซีย์เดย์ สั่งซื้อได้ที่สำนักพิมพ์บิสซีย์เดย์ <a href="http://www.busy-day.com/" target="_blank">www.busy-day.com</a> &lt;http://www.busy-day.com&gt;</p>
<p>ใน ปี 2553 นี้ ขออวยพรให้ผู้อ่านทุกท่านมีความสุข มีสุขภาพกายแข็งแรง มีสุขภาพการเงินที่ดี สมปรารถนาในสิ่งดีงามทุกประการ   ขอให้ประเทศไทยเรามีความสงบสุข  แคล้วคลาดจากภัยทั้งปวง และขอให้ทุกคนในชาติมีความรักและสามัคคีกันด้วยเทอญ</p>
<p><strong>ทำไมต้อง &#8220;ให้&#8221;<br />
วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sarut-homesite.net/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%93-%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จนเพราะเกิดมาจน รวยเพราะเกิดมารวย? : วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ</title>
		<link>http://sarut-homesite.net/%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%99-%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://sarut-homesite.net/%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%99-%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 05 Dec 2009 10:04:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Economics]]></category>
		<category><![CDATA[วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐศาสตร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8110</guid>
		<description><![CDATA[อ่านพบข่าวการสำรวจทัศนะของประชาชนต่อการเมืองและสวัสดิการทางสังคม เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสังคม ของ สถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ เห็นข้อความเล็กๆ บอกว่า “คนจนส่วนใหญ่ 39% คิดว่าตัวเองจนเพราะเกิดมาจน เช่นเดียวกับคนรวย 57.4% ที่คิดว่าเกิดมารวย ซึ่งคนส่วนใหญ่เชื่อว่า ความจนความรวยตกทอดเป็นรุ่นๆ จึงมีลักษณะที่ถาวร” แล้วรู้สึกห่อเหี่ยวค่ะ ถ้าประชากรส่วนใหญ่ของประเทศคิดอย่างนี้จริง การพัฒนาประเทศตลอดระยะเวลา 50 ปี ตั้งแต่มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่หนึ่ง ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะการเป้าหมายหลักของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมคือ การทำให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และสามารถพึ่งพาตนเองได้ มากกว่าที่จะรอพึ่งพาความช่วยเหลือจากรัฐ เมื่อไปอ่านรายงานของทีดีอาร์ไอเกี่ยวกับ “แนวทางการแก้ปัญหาความยากจน : เสรีนิยม ประชานิยม หรือรัฐสวัสดิการ” มีการสรุปและเปรียบเทียบแนวทางทั้งสามไว้อย่างน่าสนใจ และมีบทสรุปว่ารัฐควรจะใช้ทั้งสามแนวทางผสมผสานกันไป ดิฉันขอสรุปและสอดแทรกความเห็นเข้าไปเลยดังนี้ค่ะ แนวทางเสรีนิยม เหมาะกับประเทศที่พัฒนาแล้ว และประชากรมีการศึกษาในระดับสูงพอสมควร เป็นกลไกที่ให้เกิดการแข่งขันกันอย่างเสรี ให้เศรษฐกิจและสังคมปรับตัวกันเอง ภาคธุรกิจจะมีบทบาทมาก กิจการไหนอยู่ไม่ได้ก็ล้มหายจากไป ผู้แข็งแรงจึงอยู่รอด เพราะฉะนั้นรัฐจึงมีบทบาทเฉพาะในภาพใหญ่ ในระดับมหภาค จะเข้าแทรกแซงน้อยมาก คือเข้าไปแทรกแซงเฉพาะเมื่อกลไกตลาดไม่ทำงาน (เช่นเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในปีที่แล้ว) โดยทั่วไปข้อดีคือมีภาระต่องบประมาณของรัฐน้อย แต่ข้อเสียคือไม่สามารถจัดการกับปัญหาการกระจายรายได้ ความยากจนเรื้อรัง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-medium wp-image-8111" title="282_cartoon_poverty_large" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/12/282_cartoon_poverty_large-300x191.jpg" alt="282_cartoon_poverty_large" width="300" height="191" /></p>
<p><strong>อ่านพบข่าวการสำรวจทัศนะของประชาชนต่อการเมืองและสวัสดิการทางสังคม เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสังคม ของ สถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ เห็นข้อความเล็กๆ บอกว่า “คนจนส่วนใหญ่ 39% คิดว่าตัวเองจนเพราะเกิดมาจน เช่นเดียวกับคนรวย 57.4% ที่คิดว่าเกิดมารวย ซึ่งคนส่วนใหญ่เชื่อว่า ความจนความรวยตกทอดเป็นรุ่นๆ จึงมีลักษณะที่ถาวร” แล้วรู้สึกห่อเหี่ยวค่ะ </strong></p>
<p>ถ้าประชากรส่วนใหญ่ของประเทศคิดอย่างนี้จริง การพัฒนาประเทศตลอดระยะเวลา 50 ปี ตั้งแต่มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่หนึ่ง ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะการเป้าหมายหลักของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมคือ การทำให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และสามารถพึ่งพาตนเองได้ มากกว่าที่จะรอพึ่งพาความช่วยเหลือจากรัฐ</p>
<p>เมื่อไปอ่านรายงานของทีดีอาร์ไอเกี่ยวกับ <strong>“แนวทางการแก้ปัญหาความยากจน : เสรีนิยม ประชานิยม หรือรัฐสวัสดิการ”</strong> มีการสรุปและเปรียบเทียบแนวทางทั้งสามไว้อย่างน่าสนใจ และมีบทสรุปว่ารัฐควรจะใช้ทั้งสามแนวทางผสมผสานกันไป</p>
<p>ดิฉันขอสรุปและสอดแทรกความเห็นเข้าไปเลยดังนี้ค่ะ</p>
<p><strong>แนวทางเสรีนิยม เหมาะกับประเทศที่พัฒนาแล้ว และประชากรมีการศึกษาในระดับสูงพอสมควร</strong> เป็นกลไกที่ให้เกิดการแข่งขันกันอย่างเสรี ให้เศรษฐกิจและสังคมปรับตัวกันเอง ภาคธุรกิจจะมีบทบาทมาก กิจการไหนอยู่ไม่ได้ก็ล้มหายจากไป ผู้แข็งแรงจึงอยู่รอด เพราะฉะนั้นรัฐจึงมีบทบาทเฉพาะในภาพใหญ่ ในระดับมหภาค จะเข้าแทรกแซงน้อยมาก คือเข้าไปแทรกแซงเฉพาะเมื่อกลไกตลาดไม่ทำงาน (เช่นเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในปีที่แล้ว) โดยทั่วไปข้อดีคือมีภาระต่องบประมาณของรัฐน้อย แต่ข้อเสียคือไม่สามารถจัดการกับปัญหาการกระจายรายได้ ความยากจนเรื้อรัง และความยากจนที่เกิดจากโครงสร้างได้</p>
<p><strong>ในขณะที่ในแนวทางแบบประชานิยม</strong> รัฐจะเข้าแทรกแซงเกือบทุกนโยบาย และมีบทบาทเป็นเรื่องๆไป โดยเฉพาะนโยบายที่ใช้หาเสียง แนวทางและนโยบายมักจะไม่มีความยั่งยืน ปรับเปลี่ยนไปตามกระแสการเมืองและงบประมาณ ภาคธุรกิจไม่มีบทบาทในการแก้ปัญหา <strong>แนวทางแบบประชานิยมนี้ช่วยลดความยากจนได้เป็นครั้งคราว แต่ไม่ยั่งยืน</strong></p>
<p><strong>สำหรับแนวทางแบบรัฐสวัสดิการ</strong> เป็นการรับรองสิทธิพื้นฐานและสิทธิในการพัฒนาศักยภาพของประชาชน โดยจะดูแลในยามตกยาก การช่วยเหลือไม่ได้เน้นกลุ่มคนจนแต่ครอบคลุมทุกคน และภาครัฐจะมีบทบาททุกเรื่องที่เกี่ยวกับสวัสดิการของประชาชน โดยเฉพาะด้านนโยบาย แต่อาจให้ภาคประชาชนและสังคมมาร่วมมือในการให้บริการ <strong>ซึ่งรัฐสวัสดิการนี้ก็เป็นภาระต่องบประมาณมากพอสมควร แต่วิธีการปฏิบัติจะช่วยลดความยากจนได้อย่างถาวรและทั่วถึง และประชาสังคมมีส่วนร่วมมากกว่า</strong></p>
<p><strong>ถ้านำมาประกอบกับทัศนะของประชาชนเกี่ยวกับความยากจนที่เกริ่นไว้ตั้งแต่ต้น อาจวิเคราะห์ได้ว่า ในอดีต ประเทศไทยเรานำแนวทางเสรีนิยมมาใช้ ในขณะที่งบประมาณเรื่องรัฐสวัสดิการมีไม่มากนัก จึงเกิดความเหลื่อมล้ำในกลุ่มของผู้มีโอกาส กับ ผู้ด้อยโอกาส ทั้งโอกาสในการศึกษา การทำงาน การเข้าถึงเงินทุน ฯลฯ เมื่อดำเนินมาครึ่งชั่วอายุคน คือประมาณ 3 รุ่น (ปู่ พ่อ ลูก) ก็ทำให้คนเกิดทัศนะว่า ถ้าเกิดมาจน ก็ต้องจนต่อไป</strong></p>
<p><strong>นอกจากนี้ การที่รัฐมีนโยบายแบบประชานิยมในช่วงที่ผ่านมา ก็ทำให้คนมีฐานะยากจนรู้สึกว่า เขาต้องได้รับการช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา หากจะให้ยุติธรรม รัฐต้องไปเก็บภาษีคนรวยให้ได้มากๆ แล้วเอามาแบ่งแจกจ่ายให้เขา</strong> ซึ่งรัฐก็เก็บอยู่ทุกวันนี้ แต่กระจายนำไปใช้ประโยชน์อื่นด้วย</p>
<p><strong>ประกอบกับการนำความเชื่อทางศาสนามาใช้ในทางที่ไม่ถูก</strong> คือ คิดว่าเป็นเวรเป็นกรรมมาแต่ชาติก่อน จึงยอมรับสภาพโดยดุษณี ทำให้คนไทยเรามีทัศนะแบบนี้ จริงๆแล้วในพุทธศาสนา มีหลักธรรมอย่างหนึ่งที่เป็นหลักธรรมในการดำเนินชีวิต เพื่อให้มีความมั่งคั่งที่ยั่งยืน ซึ่งดิฉันใช้ในการบรรยายเรื่องการบริหารความมั่งคั่งมาตลอดเวลา 10 ปีที่ผ่านมา</p>
<p>หลักธรรมนั้นคือ “ทิฏฐธัมมิกัตถธรรม” หรือ ธรรมะที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ปัจจุบัน ประกอบด้วยหลัก 4 ข้อคือ<br />
<strong><br />
1. ความขยันหมั่นเพียร รู้จักจัดการงานในการหาทรัพย์ หรือรู้จักทำมาหาเลี้ยงชีพ<br />
2. รู้จักเก็บรักษาทรัพย์ หรือในความหมายปัจจุบันก็คือรู้จักออมและลงทุน<br />
3. รู้จักคบคนที่จะเกื้อกูลแก่การงานและทำให้ชีวิตมีความดีความงามเจริญก้าว หน้า<br />
4. มีหลักการใช้จ่ายอย่างพอดี ที่เรียกว่า สมชีวิตา</strong></p>
<p>เห็นไหมคะว่าเรามีความเชื่อผิดๆมาเป็นเวลานาน นักวางแผนการเงินจะมีความเชื่อเสมอว่า ทุกคนต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้น สุขสบายขึ้น และทุกคนมีศักยภาพที่จะสามารถทำในสิ่งนั้นได้ จะช้าหรือเร็วเท่านั้น เพราะฉะนั้น ทุกคนสามารถตั้งเป้าหมายชีวิต และทำให้ตนเองบรรลุถึงเป้าหมายนั้นได้</p>
<p>พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ มหาราช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักพัฒนา เพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาราษฎร์ของพระองค์ โครงการต่างๆในพระราชดำริ ล้วนเป็นโครงการที่มีวัตถุประสงค์ในการยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีสัมมาอาชีพ มีการศึกษาที่ดีขึ้น มีความเจริญ และมีความผาสุกในชีวิตที่ยั่งยืน</p>
<p>ประชาราษฎร์ของพระองค์ต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ 62 ล้านคำถวายพระพร เนื่องในวันเฉลิมพระชนมายุ 82 พรรษา ขอพระองค์ทรงพระเจริญ มีพระพลานามัยแข็งแรง พระชนมพรรษายิ่งยืนนาน</p>
<p><strong>จนเพราะเกิดมาจน รวยเพราะเกิดมารวย?<br />
วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ<br />
วันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sarut-homesite.net/%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%99-%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ถึงเวลาจัดตั้ง กองทุนบริหารความมั่งคั่งแห่งรัฐหรือยัง : วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ</title>
		<link>http://sarut-homesite.net/%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87-%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://sarut-homesite.net/%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87-%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 20 Nov 2009 01:06:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Economics]]></category>
		<category><![CDATA[Sovereign Wealth Fund]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนบริหารความมั่งคั่งแห่งรัฐ]]></category>
		<category><![CDATA[วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐศาสตร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8043</guid>
		<description><![CDATA[กองทุนบริหารความมั่งคั่งแห่งรัฐ คือ การจัดการเงินลงทุนที่มีรัฐเป็นเจ้าของที่มีวัตถุประสงค์พิเศษ เพื่อดูแลเงินลงทุนในรูปของกองทุน ส่วนใหญ่จะนำเงินที่เป็นส่วนเกินของดุลการชำระเงิน หรือเงินจากการบริหารตราต่างประเทศ เงินจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และ/หรือ เงินจากการส่งออก เงินดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ในการลงทุนระยะยาว จึงรับความเสี่ยงได้มากกว่ากองทุนที่บริหารเงินทุนสำรองทั่วไป ซึ่งต้องบริหารแบบหลีกเลี่ยงความเสี่ยง เงินที่จะนำมาจัดตั้ง จะเป็นเงินส่วนเกินที่ไม่ใช่เงินทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่มีไว้ดูแลดุลการชำระเงิน หรือมีไว้เพื่อดำเนินนโยบายการเงิน และไม่เกี่ยวกับเงินกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือเงินเพื่อใช้ในการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจ  กองทุนจะมีลักษณะหลากหลาย แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ เป็นเงินของสาธารณะ และตั้งขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ทางเศรษฐกิจมหภาค เมื่อไรควรจะมีการตั้งกองทุนนี้ขึ้น? ในความเป็นจริงแล้วรัฐควรจะสำรวจงบดุลของประเทศว่ามีสินทรัพย์เท่าใด ทั้งนี้รวมถึงสินทรัพย์ในดิน (เช่น ก๊าซ น้ำมัน แร่) และสินทรัพย์ในอนาคต คือ รายได้จากภาษีด้วย และสำรวจหนี้สินว่ามีเท่าใด  ก่อนที่จะจัดแบ่งเป็นกลุ่มสินทรัพย์เพื่อบริหาร โดยมีวัตถุประสงค์ต่างๆกัน มีข้อสังเกตว่า รัฐจะมองการจัดตั้งกองทุนบริหารความมั่งคั่งแบบเฉพาะกิจ และมักจะคิดตั้งกองทุนขึ้นมาเมื่อดุลการชำระเงินเป็นบวกมากๆ หรือเวลามีฐานะการคลังเป็นบวกมากๆ  หลายครั้งที่มีการจัดตั้งกองทุนบริหารความมั่งคั่งของรัฐ หลังจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (ที่ส่งออก) เพิ่มขึ้นมาก เช่น ในช่วงทศวรรษ 1970 และในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แสดงว่า รัฐจะพร้อมที่จะรับความเสี่ยงมากขึ้น เฉพาะเมื่อสินทรัพย์มีมากพอถึงจุดที่รัฐเห็นว่ามีเหลือเฟือเท่านั้น  ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า จุดไหนจึงเหมาะสม? ผู้เขียนให้ความเห็นว่า จุดเหมาะสมนั้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-full wp-image-8044" title="saupload_state_owned_funds" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/11/saupload_state_owned_funds.jpg" alt="saupload_state_owned_funds" width="350" height="270" /></p>
<p><strong>กองทุนบริหารความมั่งคั่งแห่งรัฐ คือ การจัดการเงินลงทุนที่มีรัฐเป็นเจ้าของที่มีวัตถุประสงค์พิเศษ เพื่อดูแลเงินลงทุนในรูปของกองทุน ส่วนใหญ่จะนำเงินที่เป็นส่วนเกินของดุลการชำระเงิน หรือเงินจากการบริหารตราต่างประเทศ เงินจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และ/หรือ เงินจากการส่งออก</strong></p>
<p>เงินดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ในการลงทุนระยะยาว จึงรับความเสี่ยงได้มากกว่ากองทุนที่บริหารเงินทุนสำรองทั่วไป ซึ่งต้องบริหารแบบหลีกเลี่ยงความเสี่ยง</p>
<p><strong>เงินที่จะนำมาจัดตั้ง จะเป็นเงินส่วนเกินที่ไม่ใช่เงินทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่มีไว้ดูแลดุลการชำระเงิน หรือมีไว้เพื่อดำเนินนโยบายการเงิน และไม่เกี่ยวกับเงินกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือเงินเพื่อใช้ในการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจ  กองทุนจะมีลักษณะหลากหลาย แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ เป็นเงินของสาธารณะ และตั้งขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ทางเศรษฐกิจมหภาค</strong></p>
<p><strong>เมื่อไรควรจะมีการตั้งกองทุนนี้ขึ้น?</strong> ในความเป็นจริงแล้วรัฐควรจะสำรวจงบดุลของประเทศว่ามีสินทรัพย์เท่าใด ทั้งนี้รวมถึงสินทรัพย์ในดิน (เช่น ก๊าซ น้ำมัน แร่) และสินทรัพย์ในอนาคต คือ รายได้จากภาษีด้วย และสำรวจหนี้สินว่ามีเท่าใด  ก่อนที่จะจัดแบ่งเป็นกลุ่มสินทรัพย์เพื่อบริหาร โดยมีวัตถุประสงค์ต่างๆกัน</p>
<p>มีข้อสังเกตว่า รัฐจะมองการจัดตั้งกองทุนบริหารความมั่งคั่งแบบเฉพาะกิจ และมักจะคิดตั้งกองทุนขึ้นมาเมื่อดุลการชำระเงินเป็นบวกมากๆ หรือเวลามีฐานะการคลังเป็นบวกมากๆ  หลายครั้งที่มีการจัดตั้งกองทุนบริหารความมั่งคั่งของรัฐ หลังจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (ที่ส่งออก) เพิ่มขึ้นมาก เช่น ในช่วงทศวรรษ 1970 และในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา</p>
<p>แสดงว่า รัฐจะพร้อมที่จะรับความเสี่ยงมากขึ้น เฉพาะเมื่อสินทรัพย์มีมากพอถึงจุดที่รัฐเห็นว่ามีเหลือเฟือเท่านั้น  ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า จุดไหนจึงเหมาะสม?</p>
<p>ผู้เขียนให้ความเห็นว่า จุดเหมาะสมนั้น ต้องขึ้นอยู่กับการตกลงร่วมกันระหว่างธนาคารกลางกับรัฐบาล โดยมีข้อควรคำนึงคือมีเงินทุนสำรองเพียงพอแล้วหรือยัง และจะนำไปใช้ประโยชน์อื่นได้ไหม</p>
<p><strong>ประการแรก เงินทุนสำรองต้องเพียงพอต่อการดูแลเศรษฐกิจให้หมุนเวียนไปอย่างไม่ติดขัด และสำหรับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่  ต้องดูแลป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติด้วย</strong> หากมองจากแนวคิดนี้ ก็จะดูแลให้มีอัตราส่วนของเงินทุนสำรองเงินตราต่างประเทศเพียงพอต่อการจ่ายคืนหนี้ต่างประเทศระยะสั้น คือหนี้ที่ครบกำหนดในหนึ่งปี</p>
<p>ถ้าเป็นประเทศที่ไม่มีกิจกรรมการค้าระหว่างประเทศมากนัก อาจจะต้องนำเอาหนี้เอกชนระยะสั้นมารวมด้วย  เงินทุนสำรองส่วนนี้มีไว้เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถชำระคืนภาระหนี้สินได้แม้ในกรณีที่ไม่มีเงินตราต่างประเทศไหลเข้ามาเลย</p>
<p>บางประเทศก็ควรจะมีเงินทุนสำรองในระดับที่สูงกว่านี้ โดยเฉพาะประเทศที่มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูง หรือค่าเงินอยู่ในระดับที่แข็งกว่าที่ควรจะเป็น หรือรัฐบาลมีหนี้ระยะสั้นในประเทศสูง หรือมีฐานะในตลาดอนุพันธ์มาก หรือมีระบบการธนาคารที่อ่อนแอ</p>
<p>ผู้เขียนบอกว่า ความต้องการเงินทุนสำรองจะลดลง หากประเทศนั้นมีอัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่น ภาคเอกชนทำธุรกิจต่างประเทศเป็นสัดส่วนสูง มีระบบการธนาคารที่แข็งแกร่ง มีระบบการจัดการความเสี่ยงที่ดี หรือรัฐบาลมีความสามารถในการกู้เงินจากต่างประเทศได้รวดเร็ว</p>
<p><strong>ประการต่อไป ควรจะทบทวนแหล่งที่มาของเงินทุนสำรองที่เหลือเฟือนั้นว่ามาจากไหน จะมาอย่างต่อเนื่องหรือจะยืนยาวหรือไม่</strong> และต้องดูสินทรัพย์อื่น และหนี้สินอื่นของประเทศด้วย เพื่อที่จะดูว่าจะสามารถทำอะไรอย่างอื่นได้ดีกว่าการนำมาลงทุนหรือไม่</p>
<p><strong>ทางเลือกแรก คือนำไปลดหนี้ต่างประเทศ</strong> เช่น ประเทศเม็กซิโก ใช้เงินทุนสำรองในการลดภาระหนี้ในช่วงปี 2004-2005 เพราะต้นทุนเงินกู้สูง ในขณะที่หาผลตอบแทนได้ต่ำ (เพราะค่าเงินเปโซแข็งขึ้น) ทำให้งบดุลของประเทศมีขนาดเล็กลง (สินทรัพย์ลดลงในขณะที่หนี้สินลดลงด้วย)</p>
<p><strong>ทางเลือกที่สองคือ บริหารรวมอยู่ในบัญชีและงบดุลของธนาคารกลาง</strong> แต่แบ่งแยกส่วนให้ชัดเจนว่าส่วนนี้เป็นการลงทุนระยะยาว แต่ผู้เขียนติงว่า โดยทั่วไปธนาคารกลางไม่สามารถรับความเสี่ยงได้มากนัก ประกอบกับการลงทุนต้องมีการลงบัญชีเงินลงทุนโดยใช้ราคาตลาด หรือ Mark-to-market จึงทำให้ทางเลือกนี้อาจไม่เป็นที่นิยม เพราะเงินลงทุนระยะยาวจะรวมถึงการลงทุนในหุ้นทุน ซึ่งอาจมีความผันผวนสูง หากให้ธนาคารกลางบริหาร นโยบายอาจจะอนุรักษนิยมมากกว่าที่ควรจะเป็น (ลงทุนในหุ้นทุนเป็นสัดส่วนที่น้อย หรืออาจจะไม่ลงทุนเลย) เนื่องมาจากเหตุผลดังกล่าว</p>
<p><strong>ทางเลือกที่สามคือ จัดตั้งกองทุนบริหารความมั่งคั่งของรัฐ หรือ Sovereign Wealth Fund ขึ้น</strong> ซึ่งยังอาจจะอยู่ในงบดุลของธนาคารกลาง หรือจัดตั้งเป็นสถาบันแยกออกมา โดยมากทางเลือกนี้จะเกิดขึ้นเมื่อสถานะในสองทางเลือกแรกอยู่ในระดับที่ดีแล้ว หรือเมื่อมีวัตถุประสงค์ชัดเจนในการสร้างผลตอบแทนของเงินทุนสำรองให้เพิ่มขึ้น</p>
<p>เมื่อจัดตั้งกองทุนบริหารความมั่งคั่งขึ้นแล้ว รัฐจะยังสามารถเรียกเงินในกองทุนนี้มาช่วยในกรณีเกิดวิกฤติได้หรือไม่  คำตอบคือได้ค่ะ  แต่ควรต้องมีการเขียนไว้เป็นหลักการให้ชัดเจน เช่น กองทุนพูลา (Pula Fund) ของประเทศบอตสวานา ตั้งเกณฑ์เอาไว้ว่าถึงจุดไหนจะยอมให้มีการถอนเงินจากกองทุนนี้มาช่วยเพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจมหภาคของประเทศ หรือในกรณีของกองทุน KIC (Korea Investment Authority) ก็เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า สินทรัพย์ของกองทุนนี้มีสถานะเป็นเงินทุนสำรองและสามารถใช้เพื่อวัตถุประสงค์เกี่ยวกับดุลการชำระเงินได้</p>
<p>สัปดาห์หน้ามาดูกันต่อนะคะว่าถ้าจะตั้งกองทุนบริหารความมั่งคั่งจะตั้งอย่างไร และผู้เขียนเสนอแนะวิธีการดำเนินการของกองทุนอย่างไร</p>
<p><strong>&#8220;ถึงเวลาจัดตั้งกองทุน บริหารความมั่งคั่งแห่งรัฐหรือยัง (1)&#8221;<br />
วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ</strong></p>
<p>####</p>
<p><strong>&#8220;ถึงเวลาจัดตั้งกองทุนบริหารความมั่งคั่งแห่งรัฐแล้วหรือยัง (2)&#8221;<br />
วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ</strong></p>
<p>ในสัปดาห์ที่แล้ว ดิฉันได้เขียนถึงเอกสาร working paper ของไอเอ็มเอฟ ชื่อ Setting up a Sovereign Wealth Fund : Some Policy and Operational Considerations โดย Udaibir S. Das Yinqiu Lu Christian Mulder และ Amadou Sy ว่า การจัดตั้งกองทุนประเภทนี้มีวัตถุประสงค์อย่างไร และเมื่อไรควรจะมีการจัดตั้งกองทุนบริหารความมั่งคั่งของรัฐขึ้น</p>
<p>สัปดาห์นี้ จะมาดูกันค่ะว่าเมื่อรัฐบาลของประเทศหนึ่งๆ เห็นพ้องว่าจะจัดตั้งกองทุนประเภทนี้ขึ้นแล้ว จะมีขั้นตอนและสิ่งที่ต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง</p>
<p><strong>ผู้เขียนให้ข้อสรุปว่า การจัดตั้งกองทุนบริหารความมั่งคั่งแห่งรัฐนี้ แบ่งลักษณะในการจัดตั้งตามวัตถุประสงค์ได้ 5 แบบ คือ </strong></p>
<p>1. บรรษัทบริหารเงินทุนสำรอง ตั้งเพื่อจัดการบริหารเงินทุนสำรองให้ได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น<br />
2. กองทุนบริหารเงินสำรองเพื่อการจ่ายบำเหน็จบำนาญ<br />
3. กองทุนเพื่อเสถียรภาพทางการคลัง<br />
4. กองทุนเพื่อการออม<br />
5. กองทุนเพื่อการพัฒนา ซึ่งจะใช้ผลตอบแทนมาลงทุน เพื่อการพัฒนาประเทศ</p>
<p>ประเทศออสเตรเลีย ไอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ และชิลี เป็นกลุ่มประเทศที่ตั้งกองทุนขึ้นมา เพื่อรองรับสภาวะที่ประชากรสูงอายุมีจำนวนเพิ่มขึ้น จึงต้องสร้างผลตอบแทนให้เงินกองทุนเพื่อให้กองทุนมีขนาดใหญ่ขึ้น สามารถรองรับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบำเหน็จบำนาญและสวัสดิการสังคมที่จะมีเพิ่มขึ้นในอนาคต  ประเทศที่ตั้งกองทุนเพื่อเสถียรภาพทางการคลังและเพื่อการออมในข้อ 3. และ 4. นั้น ส่วนใหญ่จะร่ำรวยมาจากการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ เนื่องจากสินค้าโภคภัณฑ์มีลักษณะพื้นฐานที่สำคัญสองประการ คือ มีราคาที่ผันผวน และมีปริมาณที่ไม่สม่ำเสมอ ดังนั้น จึงต้องการมีกองทุนที่จะช่วยเกลี่ยเวลามีเงินเหลือมาก กับช่วยเติมเวลามีรายได้น้อย ตัวอย่างเช่น กองทุนของแอลจีเรีย และรัสเซีย</p>
<p><strong>นอกจากนี้ หากประเทศมีทรัพยากรจำกัด เมื่อทรัพยากรหมดไป รายได้ของรัฐในอนาคตจะลดลง เพราะเก็บภาษีได้น้อย ประชากรรุ่นหลังจะลำบาก รัฐจึงต้องมีการเก็บออมเอาไว้ เพื่อให้รัฐบาลในอนาคตมีงบประมาณในการใช้จ่ายและพัฒนาประเทศ</strong></p>
<p>อย่างไรก็ดี กองทุนอาจมีวัตถุประสงค์หลายข้อ หรืออาจจะเปลี่ยนวัตถุประสงค์ไป เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้ โดยเฉพาะประเทศที่ส่งออกทรัพยากรธรรมชาติ ในช่วงแรกวัตถุประสงค์ของกองทุน อาจจะเพื่อรักษาเสถียรภาพ และเมื่อสินทรัพย์ของกองทุนมีขนาดใหญ่ถึงจุดหนึ่งแล้ว ทางการอาจจะขยายวัตถุประสงค์ให้กว้างขึ้นได้</p>
<p>สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ วัตถุประสงค์และกิจกรรมของกองทุนต้องสอดคล้องกับกรอบเศรษฐกิจมหภาคของประเทศโดยรวม เพราะสินทรัพย์ของกองทุนบริหารความมั่งคั่ง และผลตอบแทนที่กองทุนได้รับจะมีผลต่อการเงินของภาครัฐและสภาพทางการเงินรวมถึงดุลการชำระเงิน และงบการเงินรวมของประเทศ และอาจจะส่งผลถึงความมั่งคั่งของภาครัฐ และมีผลถึงพฤติกรรมของภาคเอกชนด้วย ดังนั้น การจะทำให้บรรลุเป้าหมายนโยบายของประเทศ ต้องได้รับความร่วมมือจากผู้บริหารกองทุนความมั่งคั่ง และผู้บริหารการคลังและการเงินของประเทศ</p>
<p>กฎเกณฑ์ในการโอนเงิน และถอนเงินระหว่างเจ้าของกองทุนกับกองทุน ควรจะต้องมีการกำหนดให้ชัดเจน โดยแนะนำว่ากองทุนบริหารความมั่งคั่งของรัฐควรได้รับนโยบายชัดเจนว่าไม่ต้องสำรองสภาพคล่องเอาไว้เผื่อให้รัฐบาลเบิกไปใช้ แต่อนุญาตให้ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ถ้าเห็นเหมาะสมและเข้ากับกรอบใหญ่ของภาคเศรษฐกิจ</p>
<p>กองทุนเพื่อการออมบางแห่งกำหนดแหล่งที่มาของเงินลงทุน และแหล่งใช้ไปของผลตอบแทนไว้ชัดเจน ตัวอย่างเช่น กองทุนเพื่อการเกษียณอายุของนอร์เวย์ หรือ Norway’s Government Pension Fund-Global ได้เงินจากกระแสเงินสดสุทธิจากรายได้น้ำมันทั้งหมด และจากผลตอบแทนที่ทำได้ และนำรายได้ไปช่วยการขาดดุลงบประมาณในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับน้ำมัน โดยมองว่าในระยะยาวผลตอบแทนของกองทุนจะเท่ากับการขาดดุลงบประมาณนี้พอดี</p>
<p><strong>กองทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ หรือ Government of Singapore Investment Corporation (GIC) กำหนดไว้ว่า รัฐบาลสามารถนำเงินไม่เกินครึ่งหนึ่งของรายได้จากการลงทุน ไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของงบประมาณได้</strong></p>
<p><strong>ข้อควรคำนึงถึงในการจัดตั้งกองทุนบริหารความมั่งคั่งแห่งรัฐ คือ</strong> การแบ่งแยกเจ้าของเงิน ออกจากผู้กำกับการจัดการกองทุน และการบริหารกองทุน โดยการดำเนินการควรต้องเป็นอิสระ แม้จะดำเนินการภายใต้โครงสร้างของธนาคารกลางโดยไม่แยกเป็นองค์กรใหม่ก็ตาม</p>
<p>การตั้งนโยบายการลงทุนจะต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ คือ ระยะเวลาการลงทุน ระดับความเสี่ยงที่รับได้ สินทรัพย์ที่สามารถเลือกลงทุนได้ การจัดการสินทรัพย์และหนี้สิน การเลือกสกุลเงินลงทุน สภาพคล่องที่ต้องการ และข้อกำหนดทางกฎหมายอื่นๆ ซึ่งเป็นเช่นเดียวกับการตั้งเป้าหมายของการลงทุนทั่วไป</p>
<p>ข้อสังเกต คือ ระยะเวลาการลงทุนต้องสอดคล้องกับระยะเวลาที่คาดว่าจะใช้เงิน และระยะเวลาที่จะสามารถทำผลตอบแทนให้ได้มากที่สุด โดยทั่วไปกองทุนเพื่อการออมจะมีระยะเวลาการลงทุนยาวมาก ส่วนกองทุนเพื่อเสถียรภาพจะมีระยะเวลาการลงทุนสั้นกว่า ทั้งยังขึ้นอยู่กับการจะนำเฉพาะผลตอบแทนมาใช้ หรือจะใช้ทั้งเงินต้นและผลตอบแทน</p>
<p>ผู้เขียนเตือนว่า การตั้งเป้าหมายการลงทุนว่าต้องคงเงินลงทุนเบื้องต้นไว้ เป็นการตั้งเป้าหมายที่แสดงให้เห็นว่าผู้ลงทุน (หรือเจ้าของเงิน) ไม่ยอมรับความเสี่ยงเลย ซึ่งจะทำให้กองทุนมีข้อจำกัดมากเกินไป</p>
<p>ในทางปฏิบัติ ช่วงเริ่มต้นอาจจะลงทุนแบบเสี่ยงน้อยให้มีผลตอบแทนส่วนหนึ่ง ก่อนที่จะเพิ่มความระดับความเสี่ยงที่รับได้ในภายหลัง เพื่อผลตอบแทนที่สูงขึ้น</p>
<p><strong>สำหรับการเลือกลงทุนจะคล้ายกับหลักการที่นักวางแผนการเงินใช้ คือ ถ้าลงทุนระยะสั้น จะลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่ส่วนที่ลงทุนระยะยาวสามารถลงทุนเพิ่มในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นได้ เพื่อคาดหวังผลตอบแทนในระยะยาวที่สูงขึ้น ผู้เขียนเตือนว่า กฎทั่วไป คือ ไม่ควรลงทุนในสินทรัพย์ที่ไม่เข้าใจเพียงพอ</strong></p>
<p>การเลือกสกุลเงินที่ลงทุนต้องให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ด้วย อาทิเช่น กองทุนเพื่อดูแลเสถียรภาพของประเทศที่มีการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ อาจเลือกลงทุนในสกุลเงินที่ขึ้นลงตรงกันข้ามกับราคาโภคภัณฑ์ และโดยทั่วไป ไม่ควรลงทุนในสกุลเงินที่ค่าเงินของตนผูกอยู่</p>
<p>ผู้เขียนเห็นว่า การจ้างผู้จัดการภายนอกอาจมีความชำนาญและเข้าถึงตลาดได้ดีกว่า และผู้บริหารกองทุนจะสามารถมุ่งความสนใจไปที่การจัดแบ่งสัดส่วนการลงทุนได้ดีกว่า</p>
<p>ผู้สนใจศึกษาจากต้นฉบับสามารถดูได้จากเว็บไซต์ของไอเอ็มเอฟค่ะ <a href="http://www.imf.org/external/index.htm" target="_blank">www.imf.org</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sarut-homesite.net/%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87-%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สุดยอดนักบริหารของอเมริกา &#8211; วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ</title>
		<link>http://sarut-homesite.net/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://sarut-homesite.net/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 04 Sep 2009 14:49:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Recommend Article]]></category>
		<category><![CDATA[วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=7435</guid>
		<description><![CDATA[ชาวอเมริกันเป็นคนชอบเก็บสถิติและจัดอันดับเป็นที่สุด ท่านอยากจะหาสถิติอะไร อันดับอะไรก็หาได้ไม่ยาก เร็วๆ นี้  นิตยสารธุรกิจ Portfolio.com ได้จัดอันดับสุดยอดนักบริหารตลอดกาล 20 คนของสหรัฐอเมริกาในทุกช่วงเวลา (20 Best CEOs of All Time) สัปดาห์นี้จึงอยากจะนำข้อมูลจากซีเอ็นบีซี (CNBC) มาเล่าต่อให้ท่านอ่านค่ะ   อันดับที่ 20 คือ โอปราห์ วินฟรีย์ (Oprah Winfrey) เจ้าของรายการทอล์คโชว์ดัง เป็นเศรษฐีพันล้านผิวดำคนแรกในสหรัฐ  คาดว่าตอนนี้มีความมั่งคั่งถึง 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว อันดับที่ 19 เฮิร์บ เคลเลอห์ (Herb Kelleher) อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสายการบินเซาท์เวสท์ (Southwest Airlines) สายการบินที่ติดอันดับสิบบริษัทที่น่าทำงานที่สุดอยู่หลายปี และเป็นบริษัทที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในบรรดาบริษัทในดัชนี S&#38;P 500  โดยราคาหุ้นขึ้นจาก 0.07 เหรียญ เป็น กว่า 20 เหรียญ ในช่วงที่เขาเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือ ซีอีโอ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ชาวอเมริกันเป็นคนชอบเก็บสถิติและจัดอันดับเป็นที่สุด ท่านอยากจะหาสถิติอะไร อันดับอะไรก็หาได้ไม่ยาก เร็วๆ นี้ </p>
<p>นิตยสารธุรกิจ Portfolio.com ได้จัดอันดับสุดยอดนักบริหารตลอดกาล 20 คนของสหรัฐอเมริกาในทุกช่วงเวลา (20 Best CEOs of All Time) สัปดาห์นี้จึงอยากจะนำข้อมูลจากซีเอ็นบีซี (CNBC) มาเล่าต่อให้ท่านอ่านค่ะ<br />
 <br />
<strong>อันดับที่ 20 คือ โอปราห์ วินฟรีย์ (Oprah Winfrey)</strong> เจ้าของรายการทอล์คโชว์ดัง เป็นเศรษฐีพันล้านผิวดำคนแรกในสหรัฐ  คาดว่าตอนนี้มีความมั่งคั่งถึง 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว</p>
<p><strong>อันดับที่ 19 เฮิร์บ เคลเลอห์ (Herb Kelleher)</strong> อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสายการบินเซาท์เวสท์ (Southwest Airlines) สายการบินที่ติดอันดับสิบบริษัทที่น่าทำงานที่สุดอยู่หลายปี และเป็นบริษัทที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในบรรดาบริษัทในดัชนี S&amp;P 500  โดยราคาหุ้นขึ้นจาก 0.07 เหรียญ เป็น กว่า 20 เหรียญ ในช่วงที่เขาเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือ ซีอีโอ</p>
<p><strong>อันดับที่ 18 ลี ไออาคอคคา (Lee Iacocca)</strong> นักศึกษาเอ็มบีเอ ในทศวรรษที่ 1980 จะรู้จักเขาดี เพราะต้องอ่านหนังสืออัตชีวประวัติเขาเป็นหนังสือนอกเวลา ลีเป็นผู้ดึงบริษัทไครสเลอร์ให้พ้นจากวิกฤติ และกลับมายิ่งใหญ่ได้ เขาเกษียณในปี 1992 และในช่วงของเขาบริษัทมีกำไรสูงสุดถึง 700 ล้านเหรียญ ในปีที่แล้วบริษัทขาดทุน 8,000 ล้านเหรียญเลยทีเดียว</p>
<p><strong>อันดับที่ 17 แคทเธอรีน แกรแฮม (Katharine Graham)</strong> อดีตซีอีโอของ หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ พ่อของเธอคือ ยูจีน เมเยอร์ ประมูลซื้อวอชิงตันโพสต์มาจากการขายทอดตลาดในราคา 825,000 เหรียญสหรัฐ เมื่อปี 1933 และเธอเข้าทำงานในบริษัทตั้งแต่ปี 1938  ในช่วง 10 ปี ก่อนเธอเกษียณ คือ ปี 1981-1991  ราคาหุ้นของวอชิงตันโพสต์เพิ่มขึ้นมาถึง 11 เท่า</p>
<p><strong>อันดับที่ 16 วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett)</strong> นักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ที่คนในวงการลงทุนรู้จักกันดี</p>
<p><strong>อันดับที่ 15 รูเบน มาร์ค (Reuben Mark)</strong> เจ้าพ่อแห่งคอลเกต ระหว่างที่เขาเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หุ้นคอลเกตให้ผลตอบแทนดีกว่า ดัชนี S&amp;P 500 ถึง 2 เท่า</p>
<p><strong>อันดับที่ 14 วอลท์ดิสนีย์ (Walt Disney)</strong> เจ้าพ่อแห่งวงการการ์ตูนและสวนสนุกที่ทุกคนรู้จักกันดี จากความฝันในการทำภาพยนตร์การ์ตูนและทำสวนสนุกให้ทุกคนได้เบิกบานใจ ปัจจุบันบริษัทวอลท์ดิสนีย์ มีรายได้ปีละ 35,000 ล้านเหรียญ</p>
<p><strong>อันดับที่ 13 แอนดี้ โกรฟ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารของอินเทล (Intel)</strong> เขาเป็นคนชอบคิดนอกกรอบ เป็นคนแนะนำให้ GE ผลิตรถใช้ไฟฟ้า บอกให้ วอล-มาร์ท ช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องสุขภาพ</p>
<p><strong>อันดับที่ 12 เรย์ คร็อค (Ray Kroc) ผู้สร้างแมคโดนัลส์ (McDonald’s)</strong> ให้เป็นร้านอาหารจานด่วนที่รู้จักกันทั่วโลก เดิมเรย์เป็นคนขายเครื่องทำนมปั่น เขาซื้อกิจการร้านแฮมเบอร์เกอร์และสาขาของร้านมาจากพี่น้องแมคโดนัลส์ ในราคา 2.7 ล้านเหรียญ บวกกับอีก 1% ของยอดขาย (แต่ไม่เคยจ่าย 1% นี้เลย เพราะเผอิญเป็นข้อตกลงที่ไม่ได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร)</p>
<p><strong>อันดับที่ 11 ไมเคิล บลูมเบิร์ก (Michael Bloomberg)</strong> นายกเทศมนตรีมหานครนิวยอร์ก มีคนบอกว่า ถ้าเขาสามารถเป็นนายกเทศมนตรีต่อเกินกว่าสมัยที่กฎหมายกำหนดได้ เขาคงได้เป็นไปอีกยาวนาน  เขาใช้เงินส่วนตัว 155 ล้านเหรียญ ในการรณรงค์หาเสียง 2 สมัย จากผู้บริหารที่ถูกให้ออกจากบริษัทโซโลมอน บราเดอร์ เขานำเงิน 10 ล้านเหรียญ ที่ได้ค่าชดเชย มาลงทุนในบริษัทให้บริการข้อมูลบลูมเบิร์ก จนเป็นมหาเศรษฐีมาถึงทุกวันนี้</p>
<p><strong>อันดับที่ 10 บิล เกตส์ (Bill Gates)</strong> เศรษฐีใจบุญแห่งยุค เจ้าของไมโครซอฟท์ บริษัทที่มียอดขาย 60,000 ล้านเหรียญ ในปีที่แล้ว</p>
<p><strong>อันดับที่ 9 แอนดรูว์ คาร์เนกี (Andrew Carnegie)</strong> เจ้าพ่อแห่งวงการเหล็กและเหล็กกล้า เขาขายกิจการคาร์เนกีสตีลของเขาไปในปี 1901 (ต่อมากลายเป็น ยู เอส สตีล) เอาเงินไปสร้างห้องสมุด ส่งเสริมสันติภาพของโลก และสนับสนุนการศึกษา หนังสือ “คิดแล้วรวย” (Think and Grow Rich) ของเขา ซึ่งพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1937 ปัจจุบันขายไปแล้ว 30 ล้านเล่ม</p>
<p><strong>อันดับที่ 8 เจฟฟ์ เบซอส (Jeff Bezos)</strong> แห่งอะเมซอน เจ้าของความคิดขายหนังสือผ่านอินเทอร์เน็ต และตอนนี้ขายหนังสือให้อ่านทางอิเล็กทรอนิกส์</p>
<p><strong>อันดับที่ 7 สตีฟ จ็อบส์ (Steve Jobs)</strong> เจ้าของบริษัทแอ๊ปเปิ้ล สินค้าของเขาแต่ละอย่างช่างถูกใจคอไอทีเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็น ไอบุ๊ค ไอพอด ไอโฟน</p>
<p><strong>อันดับที่ 6 จอห์น ดี ร็อคเคอะเฟลเลอร์ (John D. Rockefeller)</strong> หรือที่คนไทยเรานิยมเรียกว่า ร็อกกี้เฟลเลอร์ ในปี 1912 เขามีความมั่งคั่ง 900 ล้านเหรียญ (เท่ากับ 19,000 ล้านเหรียญในปัจจุบัน)  ตอนเสียชีวิตเขาให้เงินเกือบทั้งหมดแก่ทายาทและองค์กรการกุศล  เล่ากันว่า ในตอนทำธุรกิจเขาก็คิดทุกอย่างเป็นธุรกิจเสียเหลือเกิน แต่พอถึงทำบุญทำกุศลแล้วเขาก็จะให้เต็มที่</p>
<p><strong>อันดับที่ 5 ลู เกอร์สท์เนอร์ (Lou Gerstner)</strong> เขาเข้าไปกู้ไอบีเอ็มเมื่อปี 1993 ปรับปรุงประสิทธิภาพจนมีกำไรในปีที่เขาออกจากบริษัท 5,300 ล้านเหรียญ</p>
<p><strong>อันดับที่ 4 อัลเฟรด สโลน (Alfred Sloan)</strong> เขาเป็นผู้พลิกฟื้นจีเอ็ม (ในช่วงวิกฤติก่อนหน้านี้) เขาทำการแยกแต่ละยี่ห้อของจีเอ็มออกมาเป็นหน่วยงานต่างหาก</p>
<p><strong>อันดับที่ 3 แซม วอลตัน (Sam Walton)</strong> ผู้ก่อตั้งวอล-มาร์ทจนโด่งดังมาถึงทุกวันนี้ เป็นร้านค้าปลีกที่มีเครือข่ายใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา และลูกๆ ของเขาก็ติดอันดับเศรษฐีสิบอันดับแรกอยู่เกือบตลอดเวลา</p>
<p><strong>อันดับที่ 2 เจพีมอร์แกน (John Pierpont Morgan)</strong> บุคคลผู้อาจหาญช่วยให้กระทรวงการคลังของสหรัฐรอดพ้นจากวิกฤติมาถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อปี 1895 เมื่อเขาช่วยซื้อพันธบัตรรัฐบาล โดยแลกกับทองคำมูลค่า 65 ล้านเหรียญ และครั้งที่ 2 ในปี 1907 เมื่อเกิดการตื่นตระหนกในระบบการเงิน จนในสมัยนั้น ศัพท์ของการสามารถทำให้ธุรกิจพลิกฟื้นขึ้นมาได้เรียกว่า “Morganization”</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-7436" title="ford" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/09/ford.gif" alt="ford" width="300" height="300" /><br />
<strong>อันดับที่ 1 คือ เฮนรี ฟอร์ด (Henry Ford)</strong> ผู้ทำให้ชาวอเมริกันเปลี่ยนจากการนั่งรถม้าหรือเกวียนมาเป็นขับรถยนต์ เขาจูงใจด้วยการทำรถ Model T ราคา 260 เหรียญออกมาขายในปี 1924 และสหรัฐอเมริกาก็กลายเป็นประเทศที่มีจำนวนรถยนต์มากที่สุดในโลก</p>
<p><strong>ผู้บริหารเหล่านี้ มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือ กล้าทำสิ่งแปลกใหม่ พบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ</strong></p>
<p><strong>Credit : <a href="http://newsroom.bangkokbiznews.com/comment.php?id=7289&amp;user=wiwan" target="_blank">http://newsroom.bangkokbiznews.com/comment.php?id=7289&amp;user=wiwan</a></strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sarut-homesite.net/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
