<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>การลงทุน &#187; พรชัย รัตนนนทชัยสุข</title>
	<atom:link href="http://sarut-homesite.net/tag/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%a2-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://sarut-homesite.net</link>
	<description>บทความการลงทุน การเล่นหุ้น วิเคราะห์ เศรษฐศาสตร์</description>
	<lastBuildDate>Mon, 06 Sep 2010 17:11:35 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.1</generator>
		<item>
		<title>กฎการลงทุนของ Jim Rogers : พรชัย รัตนนนทชัยสุข</title>
		<link>http://sarut-homesite.net/%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-jim-rogers-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%a2-%e0%b8%a3%e0%b8%b1/</link>
		<comments>http://sarut-homesite.net/%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-jim-rogers-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%a2-%e0%b8%a3%e0%b8%b1/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 27 Nov 2009 11:14:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[พรชัย รัตนนนทชัยสุข]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8077</guid>
		<description><![CDATA[ข้อ 1. ทำการวิเคราะห์หุ้นด้วยตัวเองเสมอ และอย่าไปกังวล หากคุณคิดไม่เหมือนคนอื่นๆ &#8220;ผมเรียนรู้ตั้งแต่ในช่วงแรกๆที่ผมลงทุนว่า หากคุณอ่านรายงานประจำปี คุณได้ทำการบ้านมากกว่านักลงทุน 90 % ในตลาดแล้ว หากคุณอ่านหมายเหตุประกอบงบการเงินด้วย คุณได้ทำการบ้านมากกว่านักลงทุน 95 % ในตลาด และถ้าหากคุณนั่งลงทำ spread sheet ด้วยแล้วล่ะก็ คุณได้ทำการบ้านมากกว่านักลงทุน 98 % ในตลาดเลยทีเดียว&#8221; (การทำ spread sheet ของ Jim Rogers ก็คือ การวิเคราะห์และการคาดการณ์ตัวเลขและแนวโน้มของตัวเลขที่สำคัญๆอย่าง profit margins , roe , receivable , inventory และอื่นๆ) &#8220;หากคุณวิเคราะห์หุ้นด้วยตัวเอง มันจะมีความหมายกับคุณมากขึ้น แม้ว่าในบางครั้งมันอาจจะเป็นงานที่น่าเบื่อ แต่คุณก็จะซึมซับกับมัน&#8221; อ่านรายงานประจำปี สอบถามบริษัทและคนที่เกี่ยวข้อง ศึกษาประวัติที่ผ่านมาของบริษัท ดูว่า ภายใต้สถานการณ์ไหนที่บริษัทจะสามารถสร้างผลการดำเนินงานได้ดี ในสถานการณ์แบบไหนที่บริษัทจะมีผลงานที่ย่ำแย่ ข้อ 2. ทำตัวเป็นนักลงทุนช่างเลือก เลือกลงทุนในหุ้นที่คุณมีความมั่นใจสูงมากว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-medium wp-image-8078" title="jim_rogers" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/11/jim_rogers-300x300.jpg" alt="jim_rogers" width="300" height="300" /></p>
<p><strong>ข้อ 1. ทำการวิเคราะห์หุ้นด้วยตัวเองเสมอ และอย่าไปกังวล หากคุณคิดไม่เหมือนคนอื่นๆ </strong></p>
<p><strong>&#8220;ผมเรียนรู้ตั้งแต่ในช่วงแรกๆที่ผมลงทุนว่า หากคุณอ่านรายงานประจำปี คุณได้ทำการบ้านมากกว่านักลงทุน 90 % ในตลาดแล้ว</strong> หากคุณอ่านหมายเหตุประกอบงบการเงินด้วย คุณได้ทำการบ้านมากกว่านักลงทุน 95 % ในตลาด และถ้าหากคุณนั่งลงทำ spread sheet ด้วยแล้วล่ะก็ คุณได้ทำการบ้านมากกว่านักลงทุน 98 % ในตลาดเลยทีเดียว&#8221;</p>
<p>(การทำ spread sheet ของ Jim Rogers ก็คือ การวิเคราะห์และการคาดการณ์ตัวเลขและแนวโน้มของตัวเลขที่สำคัญๆอย่าง profit margins , roe , receivable , inventory และอื่นๆ)</p>
<p><strong>&#8220;หากคุณวิเคราะห์หุ้นด้วยตัวเอง มันจะมีความหมายกับคุณมากขึ้น</strong> แม้ว่าในบางครั้งมันอาจจะเป็นงานที่น่าเบื่อ แต่คุณก็จะซึมซับกับมัน&#8221;</p>
<p>อ่านรายงานประจำปี สอบถามบริษัทและคนที่เกี่ยวข้อง ศึกษาประวัติที่ผ่านมาของบริษัท ดูว่า ภายใต้สถานการณ์ไหนที่บริษัทจะสามารถสร้างผลการดำเนินงานได้ดี ในสถานการณ์แบบไหนที่บริษัทจะมีผลงานที่ย่ำแย่<br />
<strong><br />
ข้อ 2. ทำตัวเป็นนักลงทุนช่างเลือก เลือกลงทุนในหุ้นที่คุณมีความมั่นใจสูงมากว่า มันน่าจะให้ผลตอบแทนที่ดี </strong></p>
<p><strong>&#8220;กลเม็ดที่สำคัญที่สุดในการสร้างความมั่งคั่งจากตลาดหุ้นก็คือ การไม่ขาดทุน</strong> มีนักลงทุนหลายคนที่อาจจะทำกำไรได้ดีมากๆติดต่อกันสองปี แต่ต่อมาก็ประสบกับภาวะขาดทุนอย่างหนัก นักลงทุนหลายๆคนมักจะรู้สึกว่า พวกเขาควรจะทำอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลา คุณไม่ควรรู้สึกแบบนั้น คุณควรจะรอคอยด้วยความอดทน รอจนคุณเจอหุ้นที่คุณมั่นใจอย่างมากว่ามันน่าจะให้ผลตอบแทนที่ดี <strong>แค่ไอเดียดีๆไอเดียเดียว ในระยะเวลา 10 ปี ก็สามารถทำให้คุณทำกำไรได้มากกว่าคนส่วนใหญ่แล้ว&#8221;</strong></p>
<p><strong>ข้อ 3. นักลงทุนที่ดีต้องศึกษา ประวัติศาสตร์ </strong></p>
<p>การศึกษาประวัติและงบการเงินที่ผ่านมาหลายๆปีของบริษัท จะทำให้เราเข้าใจถึง วัฏจักรธุรกิจของบริษัท , การศึกษาประวัติศาสตร์ของตลาดหุ้น จะทำให้เราตระหนักว่า ความบ้าคลั่งรูปแบบเดิมๆจะเกิดขึ้นในตลาดกระทิงทุกครั้ง ในตลาดหมีก็เกิดความตื่นกลัวหวาดหวั่นแบบเดิมๆขึ้นทุกครั้งด้วยเข่นกัน<br />
<strong><br />
ข้อ 4. อย่าซื้อหุ้นที่มี P/E สูงๆ<br />
</strong><br />
&#8220;การที่หุ้นมีการซื้อขายกันที่ P/E สูงๆ อาจจะบ่งชี้ว่า เวลาของหุ้นตัวนั้นใกล้จะหมดลงแล้ว&#8221; อย่างไรก็ตาม การที่หุ้นมี P/E สูงๆไม่ได้ทำให้ Jim ขายหุ้นออกไปในทันที เขาจะวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทก่อนว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่อย่างไร</p>
<p>Jim Rogers เคยเขียนบทความไว้ และถูกนำไปเป็นบทนำของหนังสือ Contrarian Investing ของ Gallea บทความเดียวกันนี้ยังถูกรวมไว้ในหนังสือ The Book of Investing Wisdom ของ Krass ด้วยครับ อีกแหล่งหนึ่งก็คือหนังสือ The New Money Masters ซึ่งต่อมา Update เป็น Money Masters of Our Times ของ John Train ครับ Train จะเขียนถึง Jim ไว้หนึ่งบทครับ และในเดือนธันวาคม Jim จะออกหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนใน Commodity ครับ</p>
<p><strong>สำหรับผม ผมชอบที่เขาเล่าถึงตอนที่เขาคาดว่า ธุรกิจ Investment Bank และ Broker กำลังจะแย่ครับ เขาเล่าว่าตอนนั้น ธุรกิจเหล่านี้ต่างจ้างพนักงานเพิ่ม , ขยายกิจการ และระดมทุนกันยกใหญ่ เขาบอกว่า ตอนนั้นถ้าไปถามคนที่จบ MBA จาก Harvard ใครๆก็บอกว่าอยากทำงานทางด้าน Investment Bank กันทั้งนั้น เขาเห็นอย่างนี้ก็รู้เลยว่า ธุรกิจนี้ใกล้จะถึงจุดจบแล้ว นี่ล่ะครับ Contrarian Investor ตัวจริง </strong></p>
<p><strong>กฎการลงทุนของ Jim Rogers<br />
พรชัย รัตนนนทชัยสุข<br />
ที่มา :</strong> <a href="http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?p=52971" target="_blank">http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?p=52971</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sarut-homesite.net/%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-jim-rogers-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%a2-%e0%b8%a3%e0%b8%b1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จิตวิทยาการลงทุน : สุดารัตน์ ทิพยเทอดธนา</title>
		<link>http://sarut-homesite.net/%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99-%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://sarut-homesite.net/%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99-%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 05 Nov 2009 15:08:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[Disposition Effect]]></category>
		<category><![CDATA[House - of - Money Effect]]></category>
		<category><![CDATA[Overconfidence]]></category>
		<category><![CDATA[Snake - Bite Effect]]></category>
		<category><![CDATA[The Psychology of Investment]]></category>
		<category><![CDATA[จิตวิทยาการลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[พรชัย รัตนนนทชัยสุข]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[สุดารัตน์ ทิพยเทอดธนา]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=7962</guid>
		<description><![CDATA[ช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมา ดิฉันได้มีโอกาสไปเดินเลือกซื้อหนังสือมาอ่าน ด้วยปกติที่ทำงานทางด้านการเงินจึงต้องศึกษาหาความรู้และอ่านหนังสือมากอยู่เป็นทุนเดิม แต่เมื่อต้องการพักผ่อนจึงมักเลือกที่จะหาหนังสือที่อ่านสบายๆ และไม่เครียดมากเก็บไว้อ่านยามว่าง แต่พอเอาเข้าจริงๆ กลับไปสะดุดกับหนังสือเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่งเข้านั่นคือ หนังสือชื่อ “จิตวิทยาการลงทุน The Psychology of Investment” แต่งโดย John R. Nofsinger และแปลเป็นภาษาไทยโดย คุณพรชัย รัตนนนทชัยสุข ที่จริงในหลักสูตรการสอนทางการเงินปัจจุบัน ก็ได้มีการนำจิตวิทยาการลงทุนมารวมอยู่ในบางส่วนของหลักสูตรบ้างเช่นกัน ตัวดิฉันเองก็ได้เรียนมาบ้างแล้วเช่นกัน แต่อาจมีหลายท่านที่อาจยังไม่ทราบ จึงอยากเอามาเล่าให้ฟังค่ะ คุณคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า ปัจจัยที่เป็นตัวขับเคลื่อนตลาดหุ้น คือ ความโลภและความกลัว โดยนักลงทุนต่างแสวงหาผลตอบแทนคาดหวังที่สูงที่สุด ณ ระดับความเสี่ยงหนึ่งๆ ตามที่เราต่างได้รับการพร่ำสอนกันมาจากตำราทางการเงินมากมาย ที่พยายามคิดค้นเครื่องมือทางการเงินมาช่วยในการตัดสินใจลงทุน แต่ในภาวะความเป็นจริงปัจจุบัน นักลงทุนส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการตัดสินใจลงทุนโน้มเอียงไปในแง่ตรรกะและอารมณ์มากกว่าเหตุผลในการลงทุนตามหลักวิชาการการเงิน ลองมาทำความเข้าใจพฤติกรรมในการตัดสินใจลงทุนในแบบต่างๆกันพอเป็นสังเขปดีกว่าค่ะ เพื่อที่ให้เรารู้เท่าทันและสามารถเอาชนะความไร้เหตุผลในการลงทุนได้ 1. ความมั่นใจในตัวเองจนเกินขนาด (Overconfidence) ความมั่นใจในตัวเองมากเกินไปทำให้ประเมินความรู้ของตัวเองสูงเกินไป ประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป และคิดไปว่าตนเองสามารถควบคุมเหตุการณ์ต่างๆได้เกินความเป็นจริง และตีความข้อมูลต่างๆแบบมีอคติ เชื่อการวิเคราะห์ของตัวเองมากกว่าฟังความคิดเห็นของคนอื่น ส่วนใหญ่จะเกิดกับนักลงทุนที่เคยประสบความสำเร็จในอดีต และนักจิตวิทยายังพบอีกว่า ผู้ชายมีแนวโน้มเชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไปสูงกว่าผู้หญิง ดังนั้นนักลงทุนเพศชายมักจะซื้อขายหุ้นบ่อยกว่านักลงทุนเพศหญิง ทั้งที่ความเป็นจริงนักลงทุนที่มี Turnover สูงอาจไม่สามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นได้ แม้ว่าจะลงมือลงแรงมากกว่าก็ตาม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-full wp-image-7963" title="23373" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/11/23373.jpg" alt="23373" width="120" height="180" /></p>
<p>ช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมา ดิฉันได้มีโอกาสไปเดินเลือกซื้อหนังสือมาอ่าน ด้วยปกติที่ทำงานทางด้านการเงินจึงต้องศึกษาหาความรู้และอ่านหนังสือมากอยู่เป็นทุนเดิม</p>
<p>แต่เมื่อต้องการพักผ่อนจึงมักเลือกที่จะหาหนังสือที่อ่านสบายๆ และไม่เครียดมากเก็บไว้อ่านยามว่าง แต่พอเอาเข้าจริงๆ กลับไปสะดุดกับหนังสือเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่งเข้านั่นคือ หนังสือชื่อ <strong>“จิตวิทยาการลงทุน The Psychology of Investment” แต่งโดย John R. Nofsinger และแปลเป็นภาษาไทยโดย คุณพรชัย รัตนนนทชัยสุข</strong> ที่จริงในหลักสูตรการสอนทางการเงินปัจจุบัน ก็ได้มีการนำจิตวิทยาการลงทุนมารวมอยู่ในบางส่วนของหลักสูตรบ้างเช่นกัน ตัวดิฉันเองก็ได้เรียนมาบ้างแล้วเช่นกัน แต่อาจมีหลายท่านที่อาจยังไม่ทราบ จึงอยากเอามาเล่าให้ฟังค่ะ</p>
<p><strong>คุณคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า ปัจจัยที่เป็นตัวขับเคลื่อนตลาดหุ้น คือ ความโลภและความกลัว</strong> โดยนักลงทุนต่างแสวงหาผลตอบแทนคาดหวังที่สูงที่สุด ณ ระดับความเสี่ยงหนึ่งๆ ตามที่เราต่างได้รับการพร่ำสอนกันมาจากตำราทางการเงินมากมาย ที่พยายามคิดค้นเครื่องมือทางการเงินมาช่วยในการตัดสินใจลงทุน <strong>แต่ในภาวะความเป็นจริงปัจจุบัน นักลงทุนส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการตัดสินใจลงทุนโน้มเอียงไปในแง่ตรรกะและอารมณ์มากกว่าเหตุผลในการลงทุนตามหลักวิชาการการเงิน</strong> ลองมาทำความเข้าใจพฤติกรรมในการตัดสินใจลงทุนในแบบต่างๆกันพอเป็นสังเขปดีกว่าค่ะ เพื่อที่ให้เรารู้เท่าทันและสามารถเอาชนะความไร้เหตุผลในการลงทุนได้</p>
<p><strong>1. ความมั่นใจในตัวเองจนเกินขนาด (Overconfidence)</strong></p>
<p>ความมั่นใจในตัวเองมากเกินไปทำให้ประเมินความรู้ของตัวเองสูงเกินไป ประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป และคิดไปว่าตนเองสามารถควบคุมเหตุการณ์ต่างๆได้เกินความเป็นจริง และตีความข้อมูลต่างๆแบบมีอคติ เชื่อการวิเคราะห์ของตัวเองมากกว่าฟังความคิดเห็นของคนอื่น ส่วนใหญ่จะเกิดกับนักลงทุนที่เคยประสบความสำเร็จในอดีต และนักจิตวิทยายังพบอีกว่า ผู้ชายมีแนวโน้มเชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไปสูงกว่าผู้หญิง ดังนั้นนักลงทุนเพศชายมักจะซื้อขายหุ้นบ่อยกว่านักลงทุนเพศหญิง ทั้งที่ความเป็นจริงนักลงทุนที่มี Turnover สูงอาจไม่สามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นได้ แม้ว่าจะลงมือลงแรงมากกว่าก็ตาม</p>
<p><strong>2. การหลีกเลี่ยงความเสียใจและเสาะหาความภาคภูมิใจ (Disposition Effect)</strong></p>
<p>พฤติกรรมข้างต้นทำให้บ่อยครั้ง นักลงทุนขายหุ้นตัวที่ได้กำไรเร็วเกินไป และเก็บหุ้นที่ขาดทุนไว้ในพอร์ตนานเกินไป สิ่งนี้เองที่ทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนต่ำลง เนื่องจากนักลงทุนได้ขายหุ้นที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดีออกไป แต่เก็บหุ้นที่มีแนวโน้มไม่ดีไว้ในพอร์ตมากมาย จนบางครั้งอาจลืมไปว่าขาดทุนทางบัญชีที่เกิดขึ้น (ถึงแม้ยังไม่ได้ขายหุ้นออกไปก็ตาม) อาจมากกว่ากำไรที่ได้จากการขายหุ้นเสียอีก</p>
<p><strong>3. House-of-Money Effect กับ Snake-Bite Effect</strong></p>
<p>โดยปกติสิ่งที่นักลงทุนต้องการคือ การซื้อหุ้นมาในราคาที่ต่ำและขายออกเมื่อราคาสูงขึ้น แต่หากอ้างอิงจากหัวข้อนี้ จะพบว่าในทางปฏิบัติบ่อยครั้งที่นักลงทุนจะทำในทางตรงกันข้ามเสมอ อันเนื่องมาจากเหตุผลที่ว่า เมื่อนักลงทุนได้กำไรมาแล้วในช่วงก่อนหน้า พวกเขามีแนวโน้มที่จะเต็มใจเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งบ่อยครั้งจะเข้าไปซื้อหุ้นที่ราคาปรับตัวขึ้นมาสูงมากแล้ว แต่เมื่อขาดทุนก็เกิดความกลัวและต้องการจะออกจากตลาด จึงขายหุ้นออกไปในราคาที่ต่ำ และแทนที่นักลงทุนจะเริ่มหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการขาดทุนที่เกิดขึ้น แต่บ่อยครั้งกลับเห็นพฤติกรรมที่พยายามจะเอาทุนคืน โดยกลับเข้าไปลงทุนใหม่</p>
<p>ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นเพียงบางส่วนของหนังสือ ซึ่งยังมีเรื่องที่น่าสนใจอีกมากเกี่ยวกับพฤติกรรมการลงทุน ซึ่งอาจจะตรงหรือไม่ตรงกับพฤติกรรมการลงทุนของคุณ แต่การทำความรู้จักกับพฤติกรรมต่างๆเหล่านี้ จะช่วยให้เรารู้เท่าทันตัวเองและผู้อื่นได้ดีขึ้น ซึ่งอาจมีส่วนช่วยในการตัดสินใจลงทุนได้อีกทางหนึ่งค่ะ</p>
<p><strong>จิตวิทยาการลงทุน<br />
สุดารัตน์ ทิพยเทอดธนา<br />
บลจ.บัวหลวง<br />
วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2551</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sarut-homesite.net/%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99-%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ข้อคิดการลงทุนจาก Sir John Templeton : พรชัย รัตนนนทชัยสุข</title>
		<link>http://sarut-homesite.net/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81-sir-john-templeton-%e0%b8%9e%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://sarut-homesite.net/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81-sir-john-templeton-%e0%b8%9e%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 23 Oct 2009 05:24:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[พรชัย รัตนนนทชัยสุข]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=7840</guid>
		<description><![CDATA[John Templeton ได้จากโลกนี้ไปเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ตอนอายุ 95 ปี ท่านได้รับการยอมรับว่าเป็นนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดท่านหนึ่ง ต่อไปนี้คือข้อคิดบางส่วนของท่านครับ ความมุมานะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสร้างผลตอบแทนแบบเหนือชั้น สิ่งสำคัญอีกอย่างก็คือสามัญสำนึก อย่าให้ตัวเองได้รับอิทธิพลจากความกระตือรือร้น อย่าให้ตัวเองถูกครอบงำด้วยความสิ้นหวัง อย่าซื้อหุ้นที่คุณไม่เข้าใจ ศึกษาหุ้นที่คุณต้องการซื้อไว้ล่วงหน้าเสมอ วางแผนระยะยาว บอกตัวเองไว้ล่วงหน้าเลยว่าจะต้องพบเจอภาวะตลาดหมี เราไม่สามารถคาดการณ์วัฏจักรธุรกิจหรือตลาดหุ้นได้ และเราก็ไม่เคยเจอคนที่สามารถคาดการณ์ได้ถูกต้องมากกว่า 60% เรามักจะบอกลูกค้าว่า ‘อย่าไปกังวลกับเรื่องพวกนี้ เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ ตลาดหมีและความถดถอยทางธุรกิจจะต้องเกิดขึ้นแน่ๆ เพียงแต่คุณไม่รู้ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไร’ เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว เตรียมตัวทางการเงินไว้ อย่าเป็นหนี้เพราะมันอาจทำให้คุณต้องออกจากตลาดผิดเวลา…มันอาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้ แต่ยังไงซะ ผมก็ไม่อยากจะก่อหนี้อยู่ดี อีกอย่าง คุณต้องเตรียมความพร้อมทางด้านจิตใจเอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้คุณตื่นตระหนกผิดเวลาและขายหุ้นออกไปแบบโง่ๆ ถ้าคุณได้เตรียมตัวและรู้อยู่เต็มอกว่าจะต้องเจอตลาดหมีและภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ คุณไม่เพียงจะมองมันอย่างไร้กังวล แต่คุณจะถือมันเป็นโอกาสอีกด้วย กระบวนการคัดเลือกหุ้นมีความซับซ้อน นักลงทุนผู้ชาญฉลาดไม่อาจลงมือทำแบบเดียวกับนักลงทุนคนอื่นๆได้ ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่การลงทุนมีความแตกต่างไปจากอาชีพอื่นๆ ตัวอย่างเช่น ถ้าหมอสิบคนให้ความเห็นเกี่ยวกับวิธีการรักษาโรค การปฏิบัติตามความเห็นส่วนใหญ่น่าจะให้ผลดี หรือหากวิศวกรสิบคนเห็นชอบกับการออกแบบสะพาน เราก็น่าจะสร้างสะพานตามแบบนั้น ในทางตรงกันข้าม ถ้านักวิเคราะห์สิบคนบอกให้เราซื้อหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง การซื้อหุ้นตัวนั้นอาจจะเป็นความผิดพลาดได้&#8230;.จะว่าไปแล้ว ถ้าเมื่อไรก็ตาม แทบทุกคนแนะนำเหมือนกันไปหมด อย่าไปทำแบบนั้นเชียว จะให้ดี เราต้องซื้อหุ้นที่กำลังตกต่ำ ราคาหุ้นจะอยู่ในระดับถูกได้ก็เพราะมันมีแรงขายหนักๆ ดังนั้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-medium wp-image-7843" title="07 (Custom)" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/10/07-Custom-246x300.jpg" alt="07 (Custom)" width="246" height="300" /></p>
<p>John Templeton ได้จากโลกนี้ไปเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ตอนอายุ 95 ปี ท่านได้รับการยอมรับว่าเป็นนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดท่านหนึ่ง ต่อไปนี้คือข้อคิดบางส่วนของท่านครับ</p>
<p><strong>ความมุมานะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสร้างผลตอบแทนแบบเหนือชั้น</p>
<p>สิ่งสำคัญอีกอย่างก็คือสามัญสำนึก อย่าให้ตัวเองได้รับอิทธิพลจากความกระตือรือร้น</p>
<p>อย่าให้ตัวเองถูกครอบงำด้วยความสิ้นหวัง</p>
<p>อย่าซื้อหุ้นที่คุณไม่เข้าใจ ศึกษาหุ้นที่คุณต้องการซื้อไว้ล่วงหน้าเสมอ</p>
<p>วางแผนระยะยาว บอกตัวเองไว้ล่วงหน้าเลยว่าจะต้องพบเจอภาวะตลาดหมี</strong></p>
<p>เราไม่สามารถคาดการณ์วัฏจักรธุรกิจหรือตลาดหุ้นได้ และเราก็ไม่เคยเจอคนที่สามารถคาดการณ์ได้ถูกต้องมากกว่า 60% เรามักจะบอกลูกค้าว่า ‘อย่าไปกังวลกับเรื่องพวกนี้ เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ ตลาดหมีและความถดถอยทางธุรกิจจะต้องเกิดขึ้นแน่ๆ เพียงแต่คุณไม่รู้ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไร’ เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว เตรียมตัวทางการเงินไว้ อย่าเป็นหนี้เพราะมันอาจทำให้คุณต้องออกจากตลาดผิดเวลา…มันอาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้ แต่ยังไงซะ ผมก็ไม่อยากจะก่อหนี้อยู่ดี</p>
<p><strong>อีกอย่าง คุณต้องเตรียมความพร้อมทางด้านจิตใจเอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้คุณตื่นตระหนกผิดเวลาและขายหุ้นออกไปแบบโง่ๆ ถ้าคุณได้เตรียมตัวและรู้อยู่เต็มอกว่าจะต้องเจอตลาดหมีและภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ คุณไม่เพียงจะมองมันอย่างไร้กังวล แต่คุณจะถือมันเป็นโอกาสอีกด้วย</strong></p>
<p><strong>กระบวนการคัดเลือกหุ้นมีความซับซ้อน นักลงทุนผู้ชาญฉลาดไม่อาจลงมือทำแบบเดียวกับนักลงทุนคนอื่นๆได้ ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่การลงทุนมีความแตกต่างไปจากอาชีพอื่นๆ</strong> ตัวอย่างเช่น ถ้าหมอสิบคนให้ความเห็นเกี่ยวกับวิธีการรักษาโรค การปฏิบัติตามความเห็นส่วนใหญ่น่าจะให้ผลดี หรือหากวิศวกรสิบคนเห็นชอบกับการออกแบบสะพาน เราก็น่าจะสร้างสะพานตามแบบนั้น ในทางตรงกันข้าม ถ้านักวิเคราะห์สิบคนบอกให้เราซื้อหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง การซื้อหุ้นตัวนั้นอาจจะเป็นความผิดพลาดได้&#8230;.จะว่าไปแล้ว ถ้าเมื่อไรก็ตาม แทบทุกคนแนะนำเหมือนกันไปหมด อย่าไปทำแบบนั้นเชียว</p>
<p>จะให้ดี เราต้องซื้อหุ้นที่กำลังตกต่ำ ราคาหุ้นจะอยู่ในระดับถูกได้ก็เพราะมันมีแรงขายหนักๆ ดังนั้น ในการลงทุน ถ้าคุณอยากได้หุ้นถูกซึ่งจะให้ผลตอบแทนดีๆในระยะยาว คุณต้องพร้อมทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำ บางคนคิดว่าเราเป็นพวกชอบทำอะไรสวนทางกับคนส่วนใหญ่ จริงๆแล้ว เราคิดว่าเราชอบช่วยเหลือคนอื่นซะมากกว่า ตอนคนตกใจหนีตายขายหุ้นออกมา เราก็พวกเขาช่วยรับซื้อหุ้นเอาไว้ ตอนคนตื่นเต้นกลัวตกรถและรีบไล่ราคาหุ้น เราก็ช่วยขายหุ้นให้<br />
<strong><br />
จำไว้ว่าตลาดกระทิงถือกำเนิดขึ้นในยามที่ผู้คนล้วนสิ้นหวัง เติบโตขึ้นท่ามกลางความเคลือบแคลงสงสัย</p>
<p>โตเต็มที่ตอนที่ใครๆก็พากันมองโลกในแง่ดี และตายสนิทเมื่อความหวังลมๆแล้งๆปกคลุมตลาด</p>
<p>จังหวะซื้อคือตอนที่มีการมองแง่ร้ายแบบสุดๆราวกับโลกจะแตกฟ้าจะถล่มน้ำจะท่วมโลก จังหวะขายคือตอนที่ใครๆก็พากันนั่งฝันหวานหลับตาพริ้มและยิ้มกริ่ม</strong></p>
<p><strong>ที่มา :</strong> <a href="http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?p=435748" target="_blank">http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?p=435748</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sarut-homesite.net/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81-sir-john-templeton-%e0%b8%9e%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บทเรียน 16 ข้อจาก Anthony Bolton สุดยอด VI ของอังกฤษ &#8211; พรชัย รัตนนนทชัยสุข</title>
		<link>http://sarut-homesite.net/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99-16-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81-anthony-bolton-%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%94-vi/</link>
		<comments>http://sarut-homesite.net/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99-16-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81-anthony-bolton-%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%94-vi/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 05 Sep 2009 07:21:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[Anthony Bolton]]></category>
		<category><![CDATA[พรชัย รัตนนนทชัยสุข]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=7446</guid>
		<description><![CDATA[บทเรียนเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากประสบการณ์ในการเป็นผู้จัดการกองทุนมานาน 25 ปีของผม 1. เข้าใจความได้เปรียบเชิงแข่งขันและคุณภาพของบริษัท - คุณจะต้องรู้ฐานะการแข่งขันของบริษัทและรู้ว่าบริษัททำผลกำไรได้ด้วยวิธีการใด ธุรกิจที่ผมชอบคือ ธุรกิจที่มีความได้เปรียบเชิงแข่งขันที่ยั่งยืนเป็นระยะเวลายาวนาน สิ่งที่ผมจะถามก็คือ &#8220;ในอีก 10 ปีข้างหน้า บริษัทนี้จะยังอยู่หรือไม่และบริษัทน่าจะมีมูลค่าสูงกว่านี้หรือเปล่า?&#8221; 2. เข้าใจตัวแปรสำคัญๆ ที่เป็นตัวผลักดันธุรกิจ - ระบุตัวแปรหลักๆ ที่จะส่งผลต่อการดำเนินงานของบริษัทออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวแปรที่บริษัทควบคุมไม่ได้อย่างเช่น ค่าเงิน, อัตราดอกเบี้ย และภาษี สำหรับผม ธุรกิจที่ดีคือ ธุรกิจที่สามารถควบคุมชะตากรรมส่วนใหญ่ของตัวเองได้ 3. สนใจธุรกิจที่เข้าใจได้ง่ายมากกว่าธุรกิจที่ซับซ้อน - ธุรกิจที่ซับซ้อนจะวิเคราะห์ได้ยากว่ามีความได้เปรียบเชิงแข่งขันอย่างยั่งยืนหรือเปล่า สำหรับผมแล้ว ความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดเป็นคุณสมบัติที่น่าสนใจ ธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูงๆ ในการดำเนินธุรกิจจะมีความน่าสนใจน้อยกว่า 4. ฟังข้อมูลจากผู้บริหารโดยตรง - ผมชอบผู้บริหารที่ตรงไปตรงมาและไม่ขี้โม้ ผมอยากได้ยินทั้งข่าวดีและข่าวร้าย 5. หลีกเลี่ยงบริษัทที่มีผู้บริหารไม่ซื่อสัตย์และไม่มีความน่าเชื่อถือในทุกกรณี 6. พยายามคิดล้ำหน้ากว่าคนอื่นๆ ไปสองก้าว - ดูว่าอะไรถูกมองข้ามไปในปัจจุบัน แต่มันจะสร้างความตื่นเต้นให้กับนักลงทุนในอนาคตได้ โดยทั่วไปแล้ว ตลาดหุ้นไม่ได้มองอะไรไกลๆ นัก ดังนั้น หากเรามองไกลกว่าคนอื่นๆ เราจะทำกำไรได้ 7. [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-full wp-image-7447" title="bolton" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/09/bolton.jpg" alt="bolton" width="265" height="400" /></p>
<p>บทเรียนเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากประสบการณ์ในการเป็นผู้จัดการกองทุนมานาน 25 ปีของผม</p>
<p><strong>1. เข้าใจความได้เปรียบเชิงแข่งขันและคุณภาพของบริษัท</strong></p>
<p>- คุณจะต้องรู้ฐานะการแข่งขันของบริษัทและรู้ว่าบริษัททำผลกำไรได้ด้วยวิธีการใด ธุรกิจที่ผมชอบคือ ธุรกิจที่มีความได้เปรียบเชิงแข่งขันที่ยั่งยืนเป็นระยะเวลายาวนาน สิ่งที่ผมจะถามก็คือ &#8220;ในอีก 10 ปีข้างหน้า บริษัทนี้จะยังอยู่หรือไม่และบริษัทน่าจะมีมูลค่าสูงกว่านี้หรือเปล่า?&#8221;</p>
<p><strong>2. เข้าใจตัวแปรสำคัญๆ ที่เป็นตัวผลักดันธุรกิจ</strong></p>
<p>- ระบุตัวแปรหลักๆ ที่จะส่งผลต่อการดำเนินงานของบริษัทออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวแปรที่บริษัทควบคุมไม่ได้อย่างเช่น ค่าเงิน, อัตราดอกเบี้ย และภาษี สำหรับผม ธุรกิจที่ดีคือ ธุรกิจที่สามารถควบคุมชะตากรรมส่วนใหญ่ของตัวเองได้</p>
<p><strong>3. สนใจธุรกิจที่เข้าใจได้ง่ายมากกว่าธุรกิจที่ซับซ้อน</strong></p>
<p>- ธุรกิจที่ซับซ้อนจะวิเคราะห์ได้ยากว่ามีความได้เปรียบเชิงแข่งขันอย่างยั่งยืนหรือเปล่า สำหรับผมแล้ว ความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดเป็นคุณสมบัติที่น่าสนใจ ธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูงๆ ในการดำเนินธุรกิจจะมีความน่าสนใจน้อยกว่า</p>
<p><strong>4. ฟังข้อมูลจากผู้บริหารโดยตรง</strong></p>
<p>- ผมชอบผู้บริหารที่ตรงไปตรงมาและไม่ขี้โม้ ผมอยากได้ยินทั้งข่าวดีและข่าวร้าย</p>
<p><strong>5. หลีกเลี่ยงบริษัทที่มีผู้บริหารไม่ซื่อสัตย์และไม่มีความน่าเชื่อถือในทุกกรณี</strong></p>
<p><strong>6. พยายามคิดล้ำหน้ากว่าคนอื่นๆ ไปสองก้าว</strong></p>
<p>- ดูว่าอะไรถูกมองข้ามไปในปัจจุบัน แต่มันจะสร้างความตื่นเต้นให้กับนักลงทุนในอนาคตได้ โดยทั่วไปแล้ว ตลาดหุ้นไม่ได้มองอะไรไกลๆ นัก ดังนั้น หากเรามองไกลกว่าคนอื่นๆ เราจะทำกำไรได้</p>
<p><strong>7. เข้าใจความเสี่ยงในงบดุล</strong></p>
<p>- การลงทุนเป็นการจำกัดความเสี่ยงและการหลีกเลี่ยงความหายนะ คุณต้องวิเคราะห์งบดุลอย่างละเอียด ดูเรื่องหนี้สินของบริษัทให้ดี</p>
<p><strong>8. เสาะหาความคิดจากหลายๆแหล่ง</strong></p>
<p>- ยิ่งคุณมีแหล่งความคิดหลากหลายขึ้นเท่าไร คุณก็จะมีโอกาสหาหุ้นเด็ดๆ ได้สูงขึ้นเท่านั้น แหล่งความคิดที่ชัดเจนที่สุดอาจจะไม่ใช่แหล่งที่ดีที่สุดเสมอไป ผมจะชอบแหล่งข้อมูลที่คนอื่นๆ ไม่ค่อยใช้กัน</p>
<p><strong>9. ดูการซื้อขายหุ้นของผู้บริหารบริษัทด้วย</strong></p>
<p>- มันไม่ใช่ตัวชี้วัดที่ถูกต้องเสมอไป แต่มันก็มีประโยชน์มาก ดูจำนวนรายการที่เกิดขึ้น การซื้อจะบอกอะไรได้มากกว่าการขาย และผู้บริหารบางคนจะน่าสนใจกว่าคนอื่นๆ</p>
<p><strong>10. ตรวจสอบเหตุผลในการลงทุนของคุณเป็นระยะๆ</strong></p>
<p>- การซื้อหุ้นต้องมีเหตุผลรองรับ และคุณต้องตรวจสอบเหตุผลเหล่านั้นเป็นระยะๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีข้อมูลใหม่ๆ เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม อย่าปล่อยให้ความเชื่อมั่นพัฒนากลายเป็นความดื้อรั้น</p>
<p><strong>11. ลืมต้นทุนของคุณซะ</strong></p>
<p>- ราคาที่คุณซื้อหุ้นมาไม่มีความเกี่ยวข้องเลย มันแค่มีความสำคัญในเชิงจิตวิทยาเท่านั้น เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปในเชิงลบ อย่างลังเลที่จะตัดขาดทุน</p>
<p><strong>12. ผลงานที่ผ่านมาไม่ได้บ่งบอกถึงอนาคต</strong></p>
<p>- อย่างไรก็ตามคุณต้องวิเคราะห์ความผิดพลาดของคุณและเรียนรู้จากมัน</p>
<p><strong>13. ใส่ใจกับมูลค่าเฉพาะของบริษัทนั้นๆ ไม่ใช่ดูแต่มูลค่าเชิงเปรียบเทียบ</strong></p>
<p>- หากคุณดูแต่มูลค่าเชิงเปรียบเทียบ คุณอาจจะซื้อหุ้นตัวที่แพงน้อยกว่ามาซึ่งมันจะทำให้คุณขาดทุนอยู่ดี</p>
<p><strong>14. ใช้วิเคราะห์ทางเทคนิคเป็นตัวบ่งชี้เพิ่มเติม</strong></p>
<p>- ผมจะใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคมาช่วยกำหนดขนาดการซื้อหุ้นของผม หากปัจจัยทางเทคนิคช่วยยืนยันการวิเคราะห์เชิงพื้นฐาน ผมจะซื้อหุ้นในปริมาณที่มากขึ้น แต่ถ้าไม่ ผมจะซื้อหุ้นอยู่ดีแต่จะซื้อในปริมาณที่ลดลง เมื่อไรก็ตามที่ปัจจัยทางเทคนิคชี้ว่าหุ้นกำลังอ่อนแอ ผมจะตรวจ</p>
<p>สอบปัจจัยพื้นฐานของบริษัทอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ผมพบว่ามันจะมีประโยชน์สำหรับหุ้นขนาดใหญ่มากกว่าหุ้นขนาดกลาง &#8211; เล็ก</p>
<p><strong>15. หลีกเลี่ยงการทำนายทิศทางตลาดและการลงทุนตามเศรษฐกิจมหภาค</strong></p>
<p>- ผมจะลงทุนในบริษัทที่ผมคิดว่ามีความได้เปรียบเชิงแข่งขัน</p>
<p><strong>16. จงสวนกระแส</strong></p>
<p><strong>หากคุณรู้สึกสบายใจที่จะลงทุนในหุ้น คุณอาจจะเข้ามาสายไปแล้ว จงลงทุนสวนกระแสฝูงชน<br />
อย่ารู้สึกมั่นใจสูงขึ้น เมื่อราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้น<br />
เวลาที่ทุกคนปราศจากความกังวลจะเป็นเวลาที่น่ากลัวที่สุด<br />
เวลาที่ทุกคนกังวลอย่างมาก ความกังวลมันจะไปสะท้อนในราคาแล้ว</strong></p>
<p><a href="http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=8267" target="_blank">http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=8267</a></p>
<p> <img class="alignnone size-full wp-image-7448" title="bolton2" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/09/bolton2.jpg" alt="bolton2" width="400" height="225" /></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sarut-homesite.net/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99-16-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81-anthony-bolton-%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%94-vi/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สาวก..&#8217;วอร์เร็น บัฟเฟตต์&#8217; ผู้ถือหุ้น &#8216;เบิร์คไชร์ ฮาธะเวย์&#8217; หนึ่งเดียวในไทย &#8220;พรชัย รัตนนนทชัยสุข&#8221;</title>
		<link>http://sarut-homesite.net/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%81-%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%99-%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9f%e0%b9%80%e0%b8%9f%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b9%8c-%e0%b8%9c/</link>
		<comments>http://sarut-homesite.net/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%81-%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%99-%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9f%e0%b9%80%e0%b8%9f%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b9%8c-%e0%b8%9c/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 02 Sep 2009 14:02:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[พรชัย รัตนนนทชัยสุข]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=7415</guid>
		<description><![CDATA[&#8220;พรชัย รัตนนนทชัยสุข&#8221; เป็นคนไทยเพียงคนเดียวที่คลั่งไคล้ &#8220;วอร์เร็น บัฟเฟตต์&#8221; ถึงขนาดดั้นด้นไปซื้อหุ้น &#8220;เบิร์คไชร์ ฮาธะเวย์&#8221; (Berkshire Hathaway) เพื่อหวังไปพบตัวจริงเสียงจริงของ &#8220;บัฟเฟตต์&#8221; ในงานประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี (ต้นพฤษภาคม 2548) ถึงเมือง &#8220;โอมาฮา&#8221; สหรัฐอเมริกา &#8220;กรุงเทพธุรกิจ BizWeek&#8221; จะพาไปรู้จักกับเขาผู้ชื่นชอบแนวทางการลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investment) ของ &#8220;วอร์เร็น บัฟเฟตต์&#8221; แบบสุดขั้ว &#8220;พรชัย รัตนนนทชัยสุข&#8221; เป็นใครมาจากไหน&#8230;? ผู้ที่ติดตามอ่านหนังสือของ &#8220;วอร์เร็น บัฟเฟตต์&#8221; ฉบับภาษาไทยอาจจะรู้จักเขาในฐานะ &#8220;ผู้ส่งสาร&#8221; (ผู้แปล และเรียบเรียง) ที่ถ่ายทอดแนวคิดสไตล์ของบัฟเฟตต์มาสู่ผู้อ่านชาวไทยแล้วหลายเล่ม อาทิ &#8220;กลยุทธ์การลงทุนแบบเน้นคุณค่า&#8221;, &#8220;ลงทุนอย่าง วอร์เร็น บัฟเฟตต์&#8221;, &#8220;กุญแจ 5 ดอก&#8221;, &#8220;จิตวิทยาการลงทุน&#8221; และอีกหลายเล่ม พรชัยเล่าให้ฟังว่า ความตั้งใจที่ยิ่งใหญ่ของเขาก็คือ ได้มีโอกาสเดินทางไปร่วมประชุมผู้ถือหุ้น &#8220;เบิร์คไชร์ ฮาธะเวย์&#8221; (Berkshire Hathaway) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong><img class="alignnone size-full wp-image-7418" title="f_4CoverPage5m_060d60c" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2009/09/f_4CoverPage5m_060d60c.jpg" alt="f_4CoverPage5m_060d60c" width="640" height="424" /></strong></p>
<p><strong>&#8220;พรชัย รัตนนนทชัยสุข&#8221; เป็นคนไทยเพียงคนเดียวที่คลั่งไคล้ &#8220;วอร์เร็น บัฟเฟตต์&#8221; ถึงขนาดดั้นด้นไปซื้อหุ้น &#8220;เบิร์คไชร์ ฮาธะเวย์&#8221; (Berkshire Hathaway) เพื่อหวังไปพบตัวจริงเสียงจริงของ &#8220;บัฟเฟตต์&#8221; ในงานประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี (ต้นพฤษภาคม 2548) ถึงเมือง &#8220;โอมาฮา&#8221; สหรัฐอเมริกา</strong></p>
<p>&#8220;กรุงเทพธุรกิจ BizWeek&#8221; จะพาไปรู้จักกับเขาผู้ชื่นชอบแนวทางการลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investment) ของ &#8220;วอร์เร็น บัฟเฟตต์&#8221; แบบสุดขั้ว</p>
<p>&#8220;พรชัย รัตนนนทชัยสุข&#8221; เป็นใครมาจากไหน&#8230;? ผู้ที่ติดตามอ่านหนังสือของ &#8220;วอร์เร็น บัฟเฟตต์&#8221; ฉบับภาษาไทยอาจจะรู้จักเขาในฐานะ &#8220;ผู้ส่งสาร&#8221; (ผู้แปล และเรียบเรียง) ที่ถ่ายทอดแนวคิดสไตล์ของบัฟเฟตต์มาสู่ผู้อ่านชาวไทยแล้วหลายเล่ม</p>
<p><strong>อาทิ &#8220;กลยุทธ์การลงทุนแบบเน้นคุณค่า&#8221;, &#8220;ลงทุนอย่าง วอร์เร็น บัฟเฟตต์&#8221;, &#8220;กุญแจ 5 ดอก&#8221;, &#8220;จิตวิทยาการลงทุน&#8221; และอีกหลายเล่ม</strong></p>
<p>พรชัยเล่าให้ฟังว่า ความตั้งใจที่ยิ่งใหญ่ของเขาก็คือ ได้มีโอกาสเดินทางไปร่วมประชุมผู้ถือหุ้น &#8220;เบิร์คไชร์ ฮาธะเวย์&#8221; (Berkshire Hathaway) ที่เมืองโอมาฮา สหรัฐอเมริกาเมื่อราวต้นเดือนพฤษภาคม(2548)ที่ผ่านมา ถือเป็นคนไทยรายเดียวที่ได้เดินทางไปกระทบไหล่นักลงทุนเอกของโลก</p>
<p><strong>พรชัยเป็นผู้ถือหุ้น &#8220;เบิร์คไชร์ ฮาธะเวย์&#8221; เพียง 1 หุ้น ราคาหุ้น ตอนนั้นราว 2,900 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 116,000 บาท) โดยเขามีเป้าหมายเพื่อไปพบกับ &#8220;วอร์เร็น บัฟเฟตต์&#8221; เท่านั้น</strong></p>
<p>&#8220;ผมจะต้องไปให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเอง อยากเห็นบรรยากาศ อยากเจอตัวจริง อยากได้ลายเซ็น&#8221; ด้วยความตั้งใจที่แรงกล้าในที่สุดเขาก็ได้ลายเซ็นจากมือ &#8220;บัฟเฟตต์&#8221; ไว้ในหนังสือที่ตัวเองแปลสมใจ</p>
<p>นอกจากนี้ อาชีพแปลและเรียบเรียงหนังสือที่ทำเป็นประจำแล้ว &#8220;พรชัย รัตนนนทชัยสุข&#8221; ยังนำแนวทางของบัฟเฟตต์มาประยุกต์ใช้กับการลงทุนของเขาเอง แนวคิดของบัฟเฟตต์ได้เปลี่ยนชีวิตคนจำนวนมาก และรวมถึงตัวของพรชัยด้วย</p>
<p><strong>&#8220;ตอนเริ่มต้นลงทุนครั้งแรกมีเงินในพอร์ตหลักแสน เหมือนกับเราได้ทดลองว่า วิธีการลงทุนแบบนี้ใช้ได้ผล ทำให้ตอนนี้พอร์ตลงทุนกลายเป็นหลักล้านแล้ว&#8221;</strong></p>
<p>พรชัย จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ด้านเภสัชกรเมื่อปี 2537 เริ่มทำงานครั้งแรกในบริษัทยาแห่งหนึ่ง จากนั้นจึงไปเรียนต่อด้านบริหารธุรกิจ (MBA) และได้เข้าทำงานที่ธนาคารซิตี้แบงก์ ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต และในปี 2538 เขาได้เริ่มเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้น ช่วงนั้นดัชนีอยู่ที่ระดับประมาณ 1,000 จุด</p>
<p>&#8220;แรกๆ ผมเลือกหุ้นโดยกางบทวิเคราะห์โบรกเกอร์ว่าเขาเชียร์หุ้นตัวไหนบ้าง แต่แล้วก็ขาดทุน เพราะเราไม่ได้ดูเลยว่า ราคาหุ้น ค่าพี/อี ค่าพี/บี ผลการดำเนินงานเป็นอย่างไร พอซื้อเข้าไปจึงขาดทุน ช่วงที่เข้าไปดัชนี 1,000 จุดต้นๆ หลังจากนั้นมันตกลงมาต่ำสุด 207 จุด <strong>ผมรู้สึกเลยว่าการเชื่อผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่วิธีที่ทำกำไรได้&#8221;</strong></p>
<p>หลังจากนั้นเขาจึงเริ่มศึกษาแนวทางการลงทุนแบบ &#8220;เน้นคุณค่า&#8221; (Value Investment) รวมถึงการลงทุนสไตล์ &#8220;ปีเตอร์ ลินช์&#8221; เป็นวิธีคิดที่ใช้หลักเหตุและผล เมื่อนำหลักคิดนี้มาใช้ลงทุนก็เริ่มเห็นผล..มีกำไร</p>
<p><strong>&#8220;บัฟเฟตต์&#8221; จะบอกตลอดว่า &#8220;หุ้นไม่ใช่เศษกระดาษ มันเป็นธุรกิจ ถ้าเราซื้อหุ้นเราก็เป็นเจ้าของธุรกิจส่วนหนึ่ง เราต้องดูผลการดำเนินงาน ภาวะกิจการความแข็งแกร่งด้วยว่าเป็นอย่างไร&#8221;</strong></p>
<p>พรชัย เริ่มอ่านหนังสือบัฟเฟตต์เล่มแรก &#8220;กลยุทธ์การลงทุนแบบเน้นคุณค่า&#8221; ตั้งแต่ปี 2540 (นำมาแปลเป็นภาษาไทยเมื่อปี 2546) และติดตามเล่มอ่านเล่มอื่นๆ โดยนำหลักของ &#8220;เบนจามิน เกรแฮม&#8221;, &#8220;บัฟเฟตต์&#8221; และ &#8220;ปีเตอร์ ลินช์&#8221; มาใช้</p>
<p>เนื่องด้วยวิถีการลงทุนแบบนี้ &#8220;เห็นผลช้า&#8221; ระหว่างทางเขาจึงเกิดอาการ &#8220;วอกแวก&#8221; เผลอไปลงทุน &#8220;เก็งกำไร&#8221; ตามข่าวจนขาดทุนอีก ต้องกลับย้ำเตือนหลักการเดิมกับตัวเอง</p>
<p><strong>&#8220;การลงทุนในตลาดไม่ใช่การ &#8220;ซื้อหุ้น&#8221; แต่เป็นการ &#8220;ซื้อธุรกิจ&#8221; ต้องวิเคราะห์ให้ได้และคิดด้วยตัวเองให้เป็น ความเห็นคนอื่นเราเอามาใช้ไม่ได้ แต่อาศัยข้อมูลดิบได้ แล้วเอามาคิดด้วยตัวเอง แต่อย่าไปซื้อหุ้น เพราะคนอื่นเขาบอกว่าดี&#8221;</strong></p>
<p><strong>เพราะฉะนั้นการเลือกหุ้น &#8220;จะต้องเลือกหุ้นที่ตัวเรารู้จักดีก่อน และตัดบางธุรกิจที่ไม่เข้าใจออกไป&#8221;</strong></p>
<p>สมมติว่าถ้าเราคาดการณ์ (อนาคต) ผลการดำเนินงานของกิจการนั้นไม่ได้ จะตัดทิ้งออกไปเลย&#8230;อย่างไตรมาสนี้ดีจริง เพราะประมูลงานได้หลายงาน แต่ไตรมาสหน้าอาจจะได้น้อยลง หรือ ปีหน้าอาจจะไม่ได้งานเลย &#8220;อะไรที่ประมาณการไม่ได้ ผมจะตัดทิ้ง&#8221;</p>
<p>สำหรับธุรกิจที่เป็น &#8220;โภคภัณฑ์&#8221; ราคาสินค้าอิงกับตลาดโลกเขาจะตัดทิ้ง เช่น ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ ยกเว้นราคาจะถูกจริงๆ และไม่ชอบธุรกิจที่ &#8220;เข้าใจยาก&#8221; เช่น ธุรกิจปิโตรเคมี จะเข้าใจยาก และตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงราคาในตลาดโลก</p>
<p>ส่วนธุรกิจที่ชื่นชอบต้องมีผลการดำเนินงาน &#8220;ค่อนข้างสม่ำเสมอ&#8221; ธุรกิจเติบโตไปเรื่อยๆ เมื่อซื้อแล้วจะต้องสบายใจว่ากำไรของบริษัทจะไม่ผันผวน</p>
<p><strong>&#8220;บัฟเฟตต์ บอกว่าราคาหุ้นมันสำคัญตอนจะเข้าไปซื้อ และตอนจะขายเท่านั้นเอง แต่ระหว่างที่ซื้อไปแล้ว และก่อนที่จะขาย จะเป็น &#8220;เรื่องราว&#8221; ของผลการดำเนินงานมากกว่า คือราคาหุ้นผันผวนแต่ละวัน อย่าไปสนใจตราบใดที่บริษัทยังมีผลการดำเนินงานดีอยู่&#8221;</strong></p>
<p><strong>ในการคัดเลือกหุ้น พรชัยจะพิจารณาหุ้นเป็นรายตัว หรือใช้วิธี &#8220;Bottom Up&#8221; ไม่ได้ดูเป็นรายกลุ่ม และต้องดูราคาด้วยว่าไม่แพง มีแก๊ปค่อนข้างสูง โดยไม่ได้กำหนดว่าจะมีหุ้นในพอร์ตกี่ตัว ขึ้นอยู่กับราคาว่าถูกแค่ไหน ซึ่งปัจจุบันพอร์ตลงทุนของเขามีหุ้น 2-3 ตัว ซึ่งผลการดำเนินงานไม่มีผลขาดทุน และเชื่อว่าเลือกหุ้นถูกตัว</strong></p>
<p><strong>ส่วนการจะตัดสินใจซื้อหุ้นเมื่อไรนั้น พรชัย จะมองที่ &#8220;เรื่องราว&#8221; (Story) ของหุ้นมากกว่า</strong></p>
<p><strong>&#8220;บางครั้งตัดสินใจง่ายนิดเดียว เพราะบริษัทมีเรื่องราวชัดมาก เช่น หุ้นราคา 8 บาท มีเงินสด 6 บาท ผลงานไตรมาสแรกขาดทุน แต่บริษัทมีกิจการ 2 อย่าง อันหนึ่งมีกำไร และอีกกิจการขาดทุน แต่ส่วนที่ขาดทุนมากกว่าทำให้ผลรวมขาดทุน แต่บริษัทบอกว่า ธุรกิจที่ขาดทุนจะเลิกทำแล้ว เราอ่านแล้วพบว่า ปีหน้าจะต้องกำไรแน่ แล้วบริษัทไม่มีหนี้ เราซื้อ 8บาท ในขณะที่บริษัทมีเงินสด 6 บาท แล้วปีหน้าบริษัทน่าจะมีกำไรต่อหุ้นไม่น้อย 1.50-2 บาท ซึ่งเขาสามารถปันผลได้ ถ้าปันผล 1 บาทก็เท่ากับได้ 10% ถ้าเป็น 2 บาท จะได้ปันผลมากเลย เราเห็นปุ๊บก็ซื้อได้เลย อย่างนี้ใช้เวลาน้อยมาก&#8221;</strong></p>
<p>พรชัย บอกว่า หลักในการพิจารณาลงทุนของเขา จะเน้นต้องดูความสม่ำเสมอของรายได้ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และจะต้องเป็นกิจการที่ดีระดับหนึ่ง</p>
<p>&#8220;ไม่ใช่ทำอะไรที่ไม่มีจุดเด่น เราจะดูว่ากำไรที่ดีปีนี้ ปีหน้าอาจจะไม่ได้เหมือนปีนี้ มันต้องมีจุดเด่น และมีแนวโน้มกำไรเพิ่มขึ้น&#8221; <strong>อีกประการหนึ่งที่สำคัญคือ ราคาหุ้นต้อง &#8220;ถูกมากๆ&#8221;</strong></p>
<p><strong>เขาบอกว่า บริษัทดีกับหุ้นดีมันแยกกันคนละอย่าง ถ้าบริษัทดี แต่ราคาหุ้นแพงเกินไป ก็ไม่ใช่หุ้นที่ดี</strong> ส่วนจะตัดสินใจขายก็ต่อเมื่อ ถ้ารู้ว่า &#8220;คิดผิด เลือกหุ้นผิด&#8221; ต้องตัดใจขายแน่นอน แม้ขาดทุนมากก็ต้องขาย ตรงนี้เขาบอกว่า เป็น &#8220;กับดัก&#8221; อันหนึ่งที่นักลงทุนจะทำใจไม่ค่อยได้</p>
<p>&#8220;แนว Value กับการเก็งกำไรจะต่างกันตรงที่ นักเก็งกำไรเวลาเขาจะซื้อเมื่อเห็นว่าตลาดจะขึ้น พอตลาดขาลง เขาจะ Cut Loss ทันที แต่แนว Value เราจะซื้อด้วยมูลค่าบริษัท ถ้าบริษัทยังดีเหมือนเดิม เวลาหุ้นลงมีเงินก็ต้องซื้อเพิ่ม ไม่มีเงินก็ถือไว้</p>
<p>แต่ถ้ามันลงเพราะปัจจัยพื้นฐานเปลี่ยนไปในทางแย่ลง เวลาหุ้นลงขายขาดทุน 50% ก็ต้องขาย แล้วเปลี่ยนตัวเล่น คือเราไม่จำเป็นต้องได้เงินกลับมาจากตัวเดิมที่เราขาดทุน <strong>ตรงนี้เป็นกับดักตัวหนึ่งที่มือใหม่ทำใจไม่ได้ เพราะเขาจำต้นทุนเดิมตลอดเวลา&#8221;</strong></p>
<p>อีกประเด็นหนึ่งที่ต้องตัดขายก็ต่อเมื่อ&#8230;เห็นหุ้นตัวอื่นที่น่าสนใจกว่า <strong>นอกจากนั้น หากราคาหุ้นขึ้นจน &#8220;แพงเกินไป&#8221; การถือหุ้นตัวนี้ต่อไป โอกาสจะปรับตัวขึ้นอีกได้ไม่มาก</strong></p>
<p><strong>&#8220;ถ้าพอร์ตเราไม่ใหญ่ บางครั้งต้องเปลี่ยนตัวเล่น เพราะเมื่อราคาหุ้นแพงแล้วราคาหุ้นจะไม่ขึ้น&#8221;</strong></p>
<p><strong>พรชัย อธิบายว่า นักลงทุนต้องซื้อในสิ่งที่เรารู้ว่ามันถูกกว่ามูลค่าที่แท้จริง ซึ่งมูลค่าที่แท้จริงก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนจะวิเคราะห์ออกมายังไง</strong></p>
<p><strong>&#8220;คนที่ลงทุนต้องรู้วิธีหาหุ้นเองให้ได้ ถ้ารอพึ่งคนอื่น ก็ต้องพึ่งเขาไปตลอด เขาบอกเราตอนซื้อ แต่ไม่บอกเราตอนขาย ผู้ที่จะอยู่รอดในตลาดต้องมีหลักการของเราเอง สำคัญที่สุด คือเอาชนะความโลภในใจให้ได้&#8221; พรชัยกล่าวทิ้งท้าย</strong></p>
<p><strong>กรุงเทพธุรกิจ BizWeek โดย นาฏยา ปานเฟือง</strong></p>
<p><a href="http://www.pharmacafe.com/board/viewtopic.php?f=1&amp;t=8073" target="_blank">http://www.pharmacafe.com/board/viewtopic.php?f=1&amp;t=8073</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sarut-homesite.net/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%81-%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%99-%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9f%e0%b9%80%e0%b8%9f%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b9%8c-%e0%b8%9c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
