<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>การลงทุน &#187; นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์</title>
	<atom:link href="http://sarut-homesite.net/tag/%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%ac%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://sarut-homesite.net</link>
	<description>บทความการลงทุน การเล่นหุ้น วิเคราะห์ เศรษฐศาสตร์</description>
	<lastBuildDate>Mon, 06 Sep 2010 17:11:35 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.1</generator>
		<item>
		<title>หุ้นพื้นฐาน? : นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์</title>
		<link>http://sarut-homesite.net/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%ac/</link>
		<comments>http://sarut-homesite.net/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%ac/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 27 Aug 2010 06:13:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8813</guid>
		<description><![CDATA[ที่จริงผมไม่ค่อยอยากแตะเรื่องนี้เท่าไร แต่ไม่ทราบว่าทำไมช่วงนี้ถึงได้มีนักลงทุนมาบ่นกับผมเรื่องขาดทุนหุ้นเป็นจำนวนมากจนผิดปกติ เลยอยากฝากมุมมองบางอย่างไว้ เผื่อว่าบางมุมอาจจะเป็นประโยชน์กับท่านนักลงทุนบ้างนะครับ แต่ไหนแต่ไรมาเป็นที่รู้กันดีว่า ตลาดหุ้นไทยมีขาใหญ่ที่เป็นขบวนการปั่นหุ้นสิงสถิตย์อยู่ คนกลุ่มนี้มีข้อได้เปรียบนักลงทุนทุกรูปแบบ ตั้งแต่สามารถบอกให้สื่อช่วย เขียนข่าวตามใจได้ มีช่องทางประจำสำหรับการปล่อยข่าวลือในห้องค้า และที่เด็ดสุดคือ มีการจับมือกับผู้บริหารของหุ้นที่จะปั่นด้วย คือต่อให้เทรดหุ้นผิดพลาดเองก็ยังบอกให้บริษัทช่วยออกข่าว ออกวอแรนต์ เพิ่มทุน หรือตัดขาดทุนรายการพิเศษ เพื่อให้ตัวเองพลิกกลับมากำไรได้อีก นักลงทุนกลุ่มนี้จึงเล่มเกมที่ตัวเองมี ข้อได้เปรียบนักลงทุนคนอื่นอย่างมากมาย แต่ที่จริงผมกลับไม่ค่อยเป็นห่วงเรื่องนี้เท่าไร เพราะสมัยนี้ หุ้นที่ขบวนการพวกนี้ปั่นอยู่มักเป็นที่รู้และพูดถึงกันทั่วไปในตลาดหุ้น ถ้านักลงทุนอยากรู้ว่ามีตัวไหนบ้างก็มักหาคำตอบได้โดยง่าย รายย่อยที่เกรงกลัวภัยพวกนี้มักจะไม่เข้าไปยุ่งกับหุ้นพวกนี้กันอยู่แล้ว ส่วนรายย่อยอีกจำพวกหนึ่ง ที่หากได้ยินว่าขาใหญ่จะปั่นตัวไหนก็จะรีบเข้าไปเล่นด้วยทันที (ยิ่งมีเจ้า ข้ายิ่งชอบ) กลุ่มนี้ผมก็ไม่ห่วงเช่นกัน เพราะพวกนี้มักจะเข้าไปโดยรู้อยู่แล้วว่ามีอันตราย จึงมีการระวังตัวแจ พวกนี้ถ้าเจ็บตัวมา ผมไม่ค่อยรู้สึกว่าน่าสงสารมากเท่าไร เหมือนเวลาดูมวย เราไม่ได้สงสารนักมวยบนเวทีเวลาที่เขาโดนต่อย เพราะเรารู้ว่าเขาเลือกอาชีพของเขาเองและเขารู้ดีก่อนเลือกว่า การเป็นนักมวยจะต้องเจ็บตัว แต่ยุคหลังๆนี้ คนที่ขาดทุนมากๆกลับไม่ใช่แบบที่ว่ามา แต่กลับเป็นคนที่ขาดทุนจากหุ้นที่เขาซื้อเพราะคิดว่าเป็นหุ้นพื้นฐาน คนขาดทุนหุ้นในลักษณะนี้เริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นแบบที่ผมรู้สึกสลดใจมากกว่าแบบดั้งเดิมมาก เพราะเป็นการขาดทุนที่มาจากความเข้าใจผิด ความหลงผิด หรือความไม่รู้ เป็นการขาดทุนที่มีต้นเหตุมาจากความศรัทธามากกว่าความโลภ คนที่มาปรับทุกข์กับผมคนหนึ่งบอกว่า เขาเพิ่งจะสิ้นเนื้อประดาตัวไปกับหุ้นตัวเดียวที่คิดว่าซื้อได้เต็มที่ เพราะว่าเป็นหุ้นพื้นฐาน ปกติแล้ว คนที่ซื้อหุ้นที่คิดว่าเป็นหุ้นปั่น มักจะซื้อแบบยั้งๆ เพราะตระหนักดีว่า มีอันตรายอะไรอยู่ แต่คนที่ซื้อหุ้นเพราะคิดว่าเป็นหุ้นพื้นฐานนั้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/08/stock-valuation-fundamental-analysis.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-8814" title="stock-valuation-fundamental-analysis" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/08/stock-valuation-fundamental-analysis.jpg" alt="" width="170" height="170" /></a></p>
<p>ที่จริงผมไม่ค่อยอยากแตะเรื่องนี้เท่าไร แต่ไม่ทราบว่าทำไมช่วงนี้ถึงได้มีนักลงทุนมาบ่นกับผมเรื่องขาดทุนหุ้นเป็นจำนวนมากจนผิดปกติ เลยอยากฝากมุมมองบางอย่างไว้ เผื่อว่าบางมุมอาจจะเป็นประโยชน์กับท่านนักลงทุนบ้างนะครับ</p>
<p>แต่ไหนแต่ไรมาเป็นที่รู้กันดีว่า ตลาดหุ้นไทยมีขาใหญ่ที่เป็นขบวนการปั่นหุ้นสิงสถิตย์อยู่ <strong>คนกลุ่มนี้มีข้อได้เปรียบนักลงทุนทุกรูปแบบ</strong> ตั้งแต่สามารถบอกให้สื่อช่วย เขียนข่าวตามใจได้ มีช่องทางประจำสำหรับการปล่อยข่าวลือในห้องค้า และที่เด็ดสุดคือ มีการจับมือกับผู้บริหารของหุ้นที่จะปั่นด้วย คือต่อให้เทรดหุ้นผิดพลาดเองก็ยังบอกให้บริษัทช่วยออกข่าว ออกวอแรนต์ เพิ่มทุน หรือตัดขาดทุนรายการพิเศษ เพื่อให้ตัวเองพลิกกลับมากำไรได้อีก นักลงทุนกลุ่มนี้จึงเล่มเกมที่ตัวเองมี ข้อได้เปรียบนักลงทุนคนอื่นอย่างมากมาย</p>
<p>แต่ที่จริงผมกลับไม่ค่อยเป็นห่วงเรื่องนี้เท่าไร เพราะสมัยนี้ หุ้นที่ขบวนการพวกนี้ปั่นอยู่มักเป็นที่รู้และพูดถึงกันทั่วไปในตลาดหุ้น ถ้านักลงทุนอยากรู้ว่ามีตัวไหนบ้างก็มักหาคำตอบได้โดยง่าย รายย่อยที่เกรงกลัวภัยพวกนี้มักจะไม่เข้าไปยุ่งกับหุ้นพวกนี้กันอยู่แล้ว ส่วนรายย่อยอีกจำพวกหนึ่ง ที่หากได้ยินว่าขาใหญ่จะปั่นตัวไหนก็จะรีบเข้าไปเล่นด้วยทันที (ยิ่งมีเจ้า ข้ายิ่งชอบ) กลุ่มนี้ผมก็ไม่ห่วงเช่นกัน เพราะพวกนี้มักจะเข้าไปโดยรู้อยู่แล้วว่ามีอันตราย จึงมีการระวังตัวแจ พวกนี้ถ้าเจ็บตัวมา ผมไม่ค่อยรู้สึกว่าน่าสงสารมากเท่าไร เหมือนเวลาดูมวย เราไม่ได้สงสารนักมวยบนเวทีเวลาที่เขาโดนต่อย เพราะเรารู้ว่าเขาเลือกอาชีพของเขาเองและเขารู้ดีก่อนเลือกว่า การเป็นนักมวยจะต้องเจ็บตัว</p>
<p><strong>แต่ยุคหลังๆนี้ คนที่ขาดทุนมากๆกลับไม่ใช่แบบที่ว่ามา แต่กลับเป็นคนที่ขาดทุนจากหุ้นที่เขาซื้อเพราะคิดว่าเป็นหุ้นพื้นฐาน</strong> คนขาดทุนหุ้นในลักษณะนี้เริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นแบบที่ผมรู้สึกสลดใจมากกว่าแบบดั้งเดิมมาก เพราะเป็นการขาดทุนที่มาจากความเข้าใจผิด ความหลงผิด หรือความไม่รู้ เป็นการขาดทุนที่มีต้นเหตุมาจากความศรัทธามากกว่าความโลภ คนที่มาปรับทุกข์กับผมคนหนึ่งบอกว่า เขาเพิ่งจะสิ้นเนื้อประดาตัวไปกับหุ้นตัวเดียวที่คิดว่าซื้อได้เต็มที่ เพราะว่าเป็นหุ้นพื้นฐาน</p>
<p>ปกติแล้ว คนที่ซื้อหุ้นที่คิดว่าเป็นหุ้นปั่น มักจะซื้อแบบยั้งๆ เพราะตระหนักดีว่า มีอันตรายอะไรอยู่ แต่คนที่ซื้อหุ้นเพราะคิดว่าเป็นหุ้นพื้นฐานนั้น น่ากลัวกว่ามาก <strong>พวกเขาจะกล้าซื้อแบบทุ่มสุดตัว เพราะคิดว่ามีพื้นฐานรองรับอยู่ </strong>ถ้าซื้อแล้วลง ก็กล้าซื้อหนักขึ้นอีก เพราะเชื่อว่าหุ้นพื้นฐานดี ยิ่งตก ต้องยิ่งซื้อ ขนาดความเสียหายของคนที่ขาดทุนหุ้นพื้นฐานนั้นมักจะรุนแรงมากเป็นพิเศษ</p>
<p><strong>อยากเตือนเพื่อนนักลงทุนทุกคนว่า ไม่มีหุ้นส่วนหนึ่งในตลาดหุ้นที่เรียกว่า “หุ้นพื้นฐาน” ซึ่งจะปลอดภัยจากภาวะฟองสบู่ หรือการสร้างราคาใดๆหรอกครับ (จะมีก็แต่แนวการลงทุนแบบวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเท่านั้น) หุ้นทุกตัวในตลาดสามารถกลายเป็น “หุ้นปั่น” หรือเกิดภาวะฟองสบู่ได้ทั้งสิ้นถ้าหากมีคนสนใจหุ้นตัวนั้นมากๆ</strong></p>
<p>เวลาหุ้นที่ไม่ได้มี “ภาพลักษณ์” ว่าเป็นหุ้นพื้นฐาน ปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงในระยะเวลาอันสั้น เรามักอธิบายกันว่าเป็นเพราะมีคน “ปั่น” อยู่ แต่ถ้าหากเป็นหุ้นที่คนดังในเว็บหุ้นแนว “พื้นฐาน” เชียร์ ปรับตัวขึ้นแบบเดียวกันบ้าง เรามักอธิบายกันว่า เป็นการขึ้นเพราะ “พื้นฐาน” ที่ดี แต่ที่จริงแล้วผมอยากจะโต้แย้งว่าหุ้นที่ขึ้นได้มากๆ หลังจากที่มีการเชียร์กันตามเว็บหุ้นพื้นฐานนั้น ไม่ได้ขึ้นได้เพราะพื้นฐานแต่ขึ้นได้เพราะเกิดภาวะ “แห่ตามกัน” ของนักลงทุน แบบเดียวกับเวลาที่หุ้นเก็งกำไรปรับตัวขึ้นได้แรงเลยครับ</p>
<p>เหตุผลหนึ่งที่ชอบอ้างกันก็คือว่า ขึ้นได้เพราะเป็นหุ้นที่ยังมีพีอีเรโชที่ต่ำมาก แต่ผมอยากจะแย้งว่า หุ้นที่มีพีอีที่ต่ำมากนั้น มีอยู่อย่างดาษดื่นตลอดเวลาในตลาดหุ้นไทย และกี่ปีกี่ปี พวกมันก็ยังมีพีอีต่ำมากอยู่อย่างนั้น ไม่เห็นว่าจะขึ้น การที่หุ้นมีพีอีต่ำมากจึงไม่ใช่เหตุผลที่หุ้นจะต้องขึ้น บ่อยครั้งที่หุ้นบางตัวมีพีอีที่ต่ำมากเป็นเพราะพวกมันมีอะไรบางอย่างที่ไม่ดีอยู่ เช่น เป็นธุรกิจที่กำไรค่อนข้างเปราะบาง อุตสาหกรรมที่เป็นวัฏจักรผันผวนสูง หรืออาจเกิดจากสถานะทางการเงินที่อ่อนแอต่างหาก การที่พวกมันมีพีอีต่ำมาก จึงเป็นพีอีต่ำที่มีเหตุผลของมันอยู่ แต่การที่หุ้นพีอีต่ำมากขึ้นได้หลัง จากที่เซียนเชียร์นั้นเป็นเพราะว่าเกิดภาวะที่นักลงทุนแห่ซื้อตามเซียนต่างหาก หุ้นพวกนี้พอมีข่าวร้ายเกิดขึ้นเมื่อไร บารมีของเซียนเอาไม่อยู่ พีอีก็จะตกกลับลงมาต่ำเหมือนเดิมใหม่ แต่ราคาหุ้น จะต่ำยิ่งกว่าเดิม เพราะว่าข่าวร้ายทำให้ E ลดลงด้วย นักลงทุนที่แห่ซื้อตามเซียนไป ก็มักจะขาดทุนเสียหายกันเป็นจำนวนมาก เพราะต้นทุนสูงกว่าเซียนมาก</p>
<p>ฟองสบู่ในหุ้นพื้นฐานบางทีก็ไม่ได้เกิดจากเหตุผลเรื่องพื้นฐานของหุ้นตัวนั้นเอง แต่เกิดจากการศรัทธาในตัวบุคคลของผู้ที่เชียร์หุ้นตัวนั้นมากกว่า ชื่อของเซียนบางคนเป็นแบรนด์ที่ทรงพลัง <strong>แค่ข่าวรั่วออกไปว่าเข้าไปถือหุ้นตัวไหน คนจำนวนมหาศาลก็พร้อมที่จะซื้อหุ้นตัวนั้นตามทันทีโดยไม่ต้องถามเหตุผล เพราะเลื่อมใสในเซียนผู้นั้นมาก</strong> แบบว่าถ้าเซียนคนนี้คิดว่าดี ยังไงก็ต้องดีแน่ๆ ไม่มีทางพลาด เก่งออกขนาดนั้น ชื่อนี้การันตี ตกลงว่าพื้นฐานดีจริงหรือเปล่ายังไม่มีใครรู้ แต่ที่แน่ๆ ราคาหุ้นพุ่งขึ้นไปก่อนแล้วแน่นอน เพราะเกิดจากแรงซื้อของสาวกนั่นแหละ</p>
<p>ถ้าใครชอบไปตามดูของเก่าจะพบว่า หุ้นหลายตัวที่ราคาเคยทะยานได้อย่างมากมายช่วงหนึ่งในอดีต เพราะมีเซียนคนนั้นคนนี้ออกมาบอกว่า จะได้โปรเจ็คใหญ่ ทำให้กำไรก้าวกระโดดเท่านั้นเท่านี้ แต่สุดท้ายแล้วผลประกอบการกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยนั้น มีอยู่เยอะมากที่กลับตาลปัตร กลายเป็นขาดทุนแถมยังเจอเพิ่มทุนอีกมหาศาลก็มีไม่ใช่น้อยๆเลย ถ้าลองทำตัวเป็นนักสืบย้อนรอยตามไปเก็บผลงานเก่าๆดูจะตกกะใจว่า ที่จริงแล้ว ความถี่ที่เซียนคิดถูกนั้นน้อยพอๆกับคนธรรมดาเลยทีเดียว แต่ก่อนที่ผลสอบจะออกมา ราคาหุ้นก็มักปรับตัวขึ้นไปได้อย่างมากมายแล้ว นั่นก็เพราะแรงศรัทธาในตัวเซียนล้วนๆ</p>
<p>ผมไม่ได้เป็นห่วงทุกคนที่ซื้อหุ้นตามเซียนหุ้นพื้นฐานหรือหุ้นที่กำลังเชียร์ๆกันในเว็บหุ้นพื้นฐานหรอกครับ ที่จริงแล้วมีนักเก็งกำไรจำนวนมากที่ได้กำไร ไปอย่างมากมายจากการฉกฉวยโอกาสกับหุ้นเหล่านี้ เพราะคนที่เข้าใจว่า หุ้นพื้นฐานเหล่านี้ขึ้นมาแรงเพราะเกิดสภาวะแห่ตามกันเท่านั้นเอง ส่วนของจริงจะดีอย่างที่เชียร์กันหรือไม่ยังไม่มีใครรู้ ไม่น่าห่วงหรอกครับ หรือคนที่เห็นด้วยกับเหตุผลด้านพื้นฐาน แต่ก็เข้าใจด้วยว่า ราคาที่ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วนี้เกิดจากการแห่ตามกันของนักลงทุนไปก่อนเท่านั้น ก็ไม่น่าเป็นห่วงเช่นกัน แต่คนที่หลงผิดคิดว่าหุ้นปรับตัวขึ้นมาแรงได้เป็นเพราะว่าพื้นฐานมันดีจริงแล้วนั้น เป็นพวกที่ผมห่วงที่สุด <strong>เพราะผมพบว่า คนที่เจ็บตัวจากหุ้นพื้นฐานแล้วมาปรับทุกข์ให้ผมฟังนั้นล้วนเป็นคนที่คิดแบบนี้กันทั้งนั้น</strong></p>
<p><strong>หุ้นพื้นฐาน?</strong></p>
<p><strong><strong>นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์</strong></strong></p>
<p><strong>22 Jul 2010</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sarut-homesite.net/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%ac/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Growth Investing Defined : นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์</title>
		<link>http://sarut-homesite.net/growth-investing-defined-%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%ac%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://sarut-homesite.net/growth-investing-defined-%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%ac%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 05 Aug 2010 10:40:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[value growth]]></category>
		<category><![CDATA[นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8749</guid>
		<description><![CDATA[มีหลายท่านสังเกตออกว่า ผมมักเน้นลงทุนในหุ้นเติบโตเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็ค่อนข้างจะตรง ผมก็เลยอยากถือโอกาสคุยเรื่อง Growth Investing สักหน่อยนะครับ ทุกวันนี้สไตล์การลงทุนหลายแนวถูกนำชื่อไปใช้อ้างชื่อกันมาก ทำให้ความหมายของมันค่อยๆเปลี่ยนไป จนในที่สุดก็ไม่เหลือใครที่มีบารมีมากพอที่จะผูกขาดนิยามของแนวการลงทุนเหล่านั้นได้อีกต่อไป Growth Investing ก็เช่นกัน เวลาจะใช้คำนี้จึงต้องขยายความให้ชัดหน่อยว่าหมายถึงอย่างไรกันแน่ มิฉะนั้นจะเกิดการเข้าใจผิดกันได้ง่าย นิยามของ Growth Investing ที่ผมไม่ชอบมากที่สุดตั้งแต่เคยได้ยินมาคือนิยามที่บอกว่า Growth Investing คือการลงทุนในหุ้นที่มีค่าพีอีเรโชสูง นิยามนี้แบ่งหุ้นออกเป็นสองจำพวกชัดเจนคือ Growth Stock vs. Value Stock โดยใช้ค่าพีอีเรโชเป็นตัวแบ่ง หุ้นเติบโตคือหุ้นที่มีพีอีสูง หุ้นคุณค่าคือหุ้นที่มีพีอีต่ำ นิยามนี้เป็นนิยามที่ทำให้ความหมายของคำว่าการลงทุนผิดเพี้ยน เพราะ พีอี เป็นอัตราส่วนทางการเงินที่มีราคาตลาดของหุ้นมาเกี่ยวข้อง (P) แต่ราคาหุ้นนั้นเป็นเรื่องของตลาดหลักทรัพย์ ไม่เกี่ยวกับตัวกิจการเลย พีอีเรโชจึงไม่ได้บ่งบอกถึง “การเติบโต” (หรือแม้แต่คุณค่า) ของบริษัทเลยแม้แต่น้อย หุ้นตัวหนึ่งจะเป็นหุ้นเติบโตหรือไม่นั้น จะต้องดูจากตัวธุรกิจได้แก่การเติบโตของธุรกิจเป็นหลัก ไม่เกี่ยวกับค่าพีอี  หุ้นที่มีค่าพีอีเรโชต่ำๆ ก็เป็นหุ้นเติบโตได้หากกำไรของธุรกิจนั้นเติบโตสูง ผมเองเน้นลงทุนในหุ้นเติบโตเป็นหลัก แต่ผมไม่ได้ชอบหุ้นพีอีสูงแต่อย่างใด ถ้าหากกำไรเติบโตสูงแล้วพีอีต่ำด้วยก็ยิ่งดีใหญ่ (เพียงแต่โอกาสดีๆ ขนาดนั้น มักไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักสำหรับหุ้นเติบโต) ที่จริงแล้ว Growth [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/08/Investment_Growth_crop380w.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8750" title="Investment_Growth_crop380w" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/08/Investment_Growth_crop380w-300x197.jpg" alt="" width="300" height="197" /></a></p>
<p>มีหลายท่านสังเกตออกว่า ผมมักเน้นลงทุนในหุ้นเติบโตเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็ค่อนข้างจะตรง ผมก็เลยอยากถือโอกาสคุยเรื่อง Growth Investing สักหน่อยนะครับ</p>
<p><strong>ทุกวันนี้สไตล์การลงทุนหลายแนวถูกนำชื่อไปใช้อ้างชื่อกันมาก ทำให้ความหมายของมันค่อยๆเปลี่ยนไป จนในที่สุดก็ไม่เหลือใครที่มีบารมีมากพอที่จะผูกขาดนิยามของแนวการลงทุนเหล่านั้นได้อีกต่อไป</strong></p>
<p>Growth Investing ก็เช่นกัน เวลาจะใช้คำนี้จึงต้องขยายความให้ชัดหน่อยว่าหมายถึงอย่างไรกันแน่ มิฉะนั้นจะเกิดการเข้าใจผิดกันได้ง่าย</p>
<p><strong>นิยามของ Growth Investing ที่ผมไม่ชอบมากที่สุดตั้งแต่เคยได้ยินมาคือนิยามที่บอกว่า Growth Investing คือการลงทุนในหุ้นที่มีค่าพีอีเรโชสูง </strong>นิยามนี้แบ่งหุ้นออกเป็นสองจำพวกชัดเจนคือ Growth Stock vs. Value Stock โดยใช้ค่าพีอีเรโชเป็นตัวแบ่ง หุ้นเติบโตคือหุ้นที่มีพีอีสูง หุ้นคุณค่าคือหุ้นที่มีพีอีต่ำ</p>
<p><strong>นิยามนี้เป็นนิยามที่ทำให้ความหมายของคำว่าการลงทุนผิดเพี้ยน เพราะ พีอี เป็นอัตราส่วนทางการเงินที่มีราคาตลาดของหุ้นมาเกี่ยวข้อง (P) แต่ราคาหุ้นนั้นเป็นเรื่องของตลาดหลักทรัพย์ ไม่เกี่ยวกับตัวกิจการเลย พีอีเรโชจึงไม่ได้บ่งบอกถึง “การเติบโต” (หรือแม้แต่คุณค่า) ของบริษัทเลยแม้แต่น้อย</strong></p>
<p><strong>หุ้นตัวหนึ่งจะเป็นหุ้นเติบโตหรือไม่นั้น จะต้องดูจากตัวธุรกิจได้แก่การเติบโตของธุรกิจเป็นหลัก ไม่เกี่ยวกับค่าพีอี  หุ้นที่มีค่าพีอีเรโชต่ำๆ ก็เป็นหุ้นเติบโตได้หากกำไรของธุรกิจนั้นเติบโตสูง </strong>ผมเองเน้นลงทุนในหุ้นเติบโตเป็นหลัก แต่ผมไม่ได้ชอบหุ้นพีอีสูงแต่อย่างใด ถ้าหากกำไรเติบโตสูงแล้วพีอีต่ำด้วยก็ยิ่งดีใหญ่ (เพียงแต่โอกาสดีๆ ขนาดนั้น มักไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักสำหรับหุ้นเติบโต)</p>
<p><strong>ที่จริงแล้ว Growth กับ Value เป็นสิ่งที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด เพราะแม้แต่ Growth Investor เอง ก็ยังต้องซื้อหุ้นให้ได้ในราคาที่ยังต่ำกว่า Growth Potential ของมันอยู่ดี (แบบเดียวกับ value investing) มิฉะนั้น ซื้อไปแล้วก็จะไม่ได้อะไรจากการเติบโตอยู่ดี เพราะราคาหุ้นสะท้อนการเติบโตไปหมดแล้ว</strong></p>
<p><strong>โดยรวมๆ Growth Investing หมายถึง การลงทุนที่ให้น้ำหนักกับ “โอกาสในการเติบโตของกิจการ”  ในการประเมินค่าหุ้นมากเป็นพิเศษเท่านั้นเอง วิธีการลงทุนในหุ้นคุณค่าหรือ หุ้นเติบโตนั้นไม่ได้ต่างกัน</strong></p>
<p>เหตุที่ผมสนใจหุ้นเติบโตมากกว่าหุ้นแบบอื่น มาจากเป้าหมาย,ความถนัด ตลอดจนความเชื่อส่วนตัวของผมเป็นหลัก โดยส่วนตัว ผมอยากซื้อหุ้นแล้วถือทิ้งไว้ในพอร์ตได้นานๆ โดยไม่ต้องคอยหาตัวใหม่อยู่เรื่อยๆ จะได้ไม่ต้องเหนื่อยกับการบริหารพอร์ตมากเกินไป ซึ่งผมคิดว่า หุ้นเติบโตตอบโจทย์ข้อนี้ได้ดีกว่าหุ้นแบบอื่น เพราะหุ้นเติบโต แม้เราถือทิ้งไว้เฉยๆ โดยไม่คอยหาทางทำกำไรด้วยการซื้อๆขายๆกินส่วนต่าง มูลค่าของหุ้นก็ยังสามารถเพิ่มขึ้นได้ในระยะยาว เพราะกิจการยังมีการลงทุนใหม่ๆอยู่ ทำให้กำไรเพิ่มขึ้นได้อีก เมื่อกำไรเพิ่ม มูลค่าหุ้นก็เพิ่มได้</p>
<p>แต่ถ้าเราซื้อหุ้นคุณค่า ในราคาที่คิดว่าต่ำกว่ามูลค่าของกิจการแล้วถือไว้ สมมติว่าผ่านไปแค่สองเดือนราคาหุ้นเกิดปรับตัวขึ้นจนสะท้อนมูลค่าหมดแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะถือต่อไปอีกด้วยเหตุผลอะไร เพราะกิจการเท่าเดิมทุกปี มูลค่าของกิจการก็เท่าเดิม ราคาหุ้นก็ควรเท่าเดิม ถือทิ้งไว้เฉยๆ พอร์ตก็ไม่โตขึ้น เราจึงต้องขายออกมา แล้วหาตัวใหม่ที่คิดว่า undervalued เข้าลงทุนแทนอยู่เรื่อยๆ เพื่อให้เงินของเรายังทำงานให้เราอยู่ตลอดเวลาได้ <strong>ผมมีความเชื่อว่า หุ้นคุณค่าเมื่อราคาสะท้อนแล้ว ควรขายออกไปได้เลย ไม่ควรถือต่อไปในระยะยาว หุ้นที่ควรถือในระยะยาวมีเพียงหุ้นเติบโตประเภทเดียวเท่านั้น</strong> <strong>(ความเชื่อส่วนบุคคล)</strong></p>
<p>นี่เป็นเหตุผลเดียวกันด้วย ที่ทำให้ผมไม่นิยมลงทุนในหุ้นกลับตัว (Turnaround) ด้วย เพราะแม้ว่าหุ้นกลับตัว(ถ้าเล่นเก่งๆ) มักให้ผลตอบแทนที่สูงมาก แต่ก็ต้องเหนื่อยหาตัวใหม่อยู่เรื่อยๆ เพราะเมื่อหุ้นกลับตัวได้แล้ว ก็มักไม่มีเหตุผลที่จะถือต่อไป (ส่วนใหญ่แล้ว หุ้นกลับตัวมักเป็นกิจการที่อ่อนแอ มิฉะนั้นมักคงไม่แย่ให้เราซื้อตั้งแต่แรก ถือต่อไปคงมีแต่ downside เสียมากกว่า upside)</p>
<p>ภายใต้คำว่า Growth Investing ด้วยกันเอง ยังมีแนวทางแยกย่อยได้อีกหลายแนว แต่ละแนวก็มีวิธีที่ค่อนข้างต่างกันมาก ราวกับเป็นคนละแนวทางเลยทีเดียว <strong>ระยะหวังผลของนักลงทุนแต่ละคนคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ Growth Investing แต่ละแนวมีวิธีที่แตกต่างกันออกไป</strong></p>
<p><strong>Growth Investing แบบที่แพร่หลายมากที่สุดคือ</strong> <strong>การเลือกหุ้นโดยดุจากแผนการเติบโตของบริษัทนั้นๆ เป็นหลัก วิธีนี้คือดูว่าบริษัทนั้นๆมีแผนเติบโตธุรกิจอย่างไร</strong> เช่น โรงงานอาจมีแผนเพิ่มกำลังการผลิต ธุรกิจค้าปลีกอาจมีแผนขยายสาขา ผู้รับเหมาอาจมีโปรเจ็คใหม่ๆ ที่กำลังวิ่งอยู่ เป็นต้น จากนั้นก็คำนวณหากำไรที่เพิ่มขึ้นที่น่าจะเป็นไปได้ ลองดูว่าราคาหุ้น ปัจจุบันคิดเป็น P/E กี่เท่าเมื่อเทียบกับกำไรที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต ถ้าค่าพีอีนี้ยังไม่สูงก็ลงทุนได้ ถ้าสูงจนสะท้อนการเติบโตไปหมดแล้ว ก็ไม่เอา</p>
<p><strong>วิธีนี้เหมาะกับนักลงทุนที่มีระยะหวังผล 1-3 ปี เพราะธุรกิจส่วนใหญ่มักวางแผนธุรกิจล่วงหน้าไว้ 1- 3 ปี ทำให้หาข้อมูลมาสนับสนุนการวิเคราะห์หุ้นได้ง่าย</strong> วิธีนี้ถือว่ามีเหตุมีผลมี ที่มาที่ไปชัดเจน เพราะมีแผนธุรกิจของบริษัทรองรับการตัดสินใจลงทุน ทำให้เป็นที่นิยมของนักลงทุนสถาบัน เป็นการให้มูลค่าหุ้นไปตามการเติบโตเฉพาะที่มองเห็นได้เท่านั้น</p>
<p><strong>เรื่องที่ต้องระวังคือต้องคิดด้วยว่า แผนของผู้บริหารมีความเป็นไปได้แค่ไหน ไม่ใช่ผู้บริหารวาดฝันยังไงก็เชื่อตามทุกอย่าง หากดูแล้ว aggressive เกินไป ก็ต้องลดทอนความคาดหวังลงมาเองด้วย</strong></p>
<p><strong>Growth Investing อีกแบบหนึ่งเป็นการมองหาแนวโน้มการเติบโตใหญ่ (Megatrends) ที่กินระยะเวลายาวนาน แล้วลงทุนไปกับบริษัทที่คิดว่าน่าจะได้รับประโยชน์จากแนวโน้มใหญ่นั้นแบบถือยาวไปเลย</strong> ตัวอย่างเช่น ถ้ามองว่าแนวโน้มใหญ่ของคนกรุงเทพคือการหันมาอยู่คอนโดมากขึ้น เพราะการเกิดขึ้นของโครงการรถไฟฟ้าต่างๆ เราก็ซื้อหุ้นคอนโดเก็บไว้ หรือถ้าเชื่อใน aging economy ก็ซื้อหุ้นโรงพยาบาลเก็บไว้ เป็นต้น</p>
<p><strong>วิธีนี้ดีตรงที่ไม่ต้องเหนื่อยทำการบ้านมาก เพราะไม่จำเป็นต้องคอยติดตามข่าวบริษัทอย่างใกล้ชิดทุกไตรมาส ใช้วิธีอดทนกับความผันผวนของราคาหุ้นระหว่างทางแทน</strong> ตราบใดที่ภาพใหญ่ยังไม่เสีย หุ้นจะขึ้นบ้างลงบ้างก็ช่างมัน เพราะยังไงเสียในระยะยาวแนวโน้มใหญ่ก็จะช่วยพาบริษัทให้เติบโตขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญอยู่แล้วจะไปวิตกกับความผันผวนระหว่างทางไปทำไม</p>
<p>ระยะหลังนี้ ผมหันมาเน้นการลงทุนด้วยวิธีการนี้มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะตรงกับเป้าหมายส่วนตัวของผมที่อยากเล่นหุ้นแบบไม่ต้องเหนื่อยมาก ถ้าเราสามารถหาแนวโน้มใหญ่ให้ได้สัก 4-5 แนว แล้วกระจายการลงทุนออกไป เราก็สามารถลงทุนแบบใจสงบได้แล้ว ระยะหวังผลของหุ้นแต่ละตัวที่ซื้ออาจเป็นได้ตั้งแต่ 3 ถึง 10 ปี แล้วแต่ความต่อเนื่องของแนวโน้มใหญ่</p>
<p><strong>สุดท้ายคือ Growth Investing แนวบู๊ล้างผลาญ วิธีนี้มีระยะหวังผลไม่เกิน 3-6 เดือนต่อหุ้นแต่ละตัวที่ซื้อ เมื่อได้กำไร 20 &#8211; 100% แล้ว ก็หาตัวเล่นใหม่เปลี่ยนสร้างผลตอบแทนอย่างไม่หยุดนิ่ง คาดหวังผลตอบแทนต่อปีในระดับที่ค่อนข้างสูง</strong></p>
<p>“ข้อมูลข่าวสาร” คืออาวุธที่สำคัญที่สุดของแนวบู๊ล้างผลาญ ข้อมูลที่ว่านี้ไม่ได้หมายถึง “ข้อมูลอินไซด์” เสมอไป แต่หมายถึง “ข่าวสาธารณะ” นั่นแหละครับ (ที่จริงแล้ว พวกข่าวอินไซด์กลับจะน่ากลัว เพราะเราอาจตกเป็นเหยื่อได้ด้วย) ยิ่งเราเข้าถึงข้อมูลได้มาก-ลึก-เร็ว และแม่นยำกว่าคนอื่นเท่าไร เราก็จะยิ่งได้เปรียบในการลงทุนแบบนี้มากขึ้นเท่านั้น ที่จริงแล้ว วิธีนี้ไม่ต้องรู้เรื่องอะไรเลยเกี่ยวกับการวิเคราะห์ธุรกิจเลยก็ยังได้ เพราะในระยะแค่ 3-6 เดือน การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นแทบไม่เกี่ยวกับอะไรกับปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจ แต่เกี่ยวกับข่าวที่เข้ามากระทบหุ้นตัวนั้นๆเป็นสำคัญ หุ้นที่พื้นฐานไม่ค่อยดีกลับน่าสนใจมากกว่าหุ้นพื้นฐานดีเสียด้วย ซ้ำ เพราะหุ้นพวกนี้มักจะมีกำไรระยะสั้นที่ผันผวนสูงมากกว่า ทำให้เราสามารถทำกำไรระยะสั้นได้เยอะกว่า</p>
<p>ตามความเห็นของผม การลงทุนในวิธีนี้สามารถให้ผลตอบแทนสูงได้จริงสำหรับตลาดหุ้นไทย<strong> แต่จะต้องขยันทำการบ้านให้มาก ลงทุนตามข้อมูลเป็นหลัก ไม่ใช่ลงทุนตามความรู้สึก ผลตอบแทนที่ได้จะแปรผันตามไปข้อได้เปรียบเรื่องข้อมูลของเรา ยิ่งได้เปรียบเรื่องข้อมูลมากเท่าไร เราก็ยิ่งมีโอกาสประสบความสำเร็จมากเท่านั้น ไม่มีปฏิหารย์ครับ</strong></p>
<p>คนที่ใช้วิธีนี้บางคนใช้วิธีมองหาหุ้นที่ EPS รายไตรมาสกำลังจะเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญมากๆ เช่น +100% yoy แล้วรีบเข้าไปถือก่อนคนอื่น รอให้ข่าวค่อยๆกระจายออกสู่นักลงทุนในวงกว้างมากขึ้นจนราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมามากๆในช่วงเวลาอันรวดเร็ว แล้วก็รีบขายทิ้งทำกำไรออกมาตั้งแต่ก่อนที่ข่าวที่ดีที่สุดจะออกมา ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆให้ได้หลายๆรอบในหนึ่งปี คนที่ขยันหาข่าวจริงๆจะทำผลตอบแทนได้สูงมากจากวิธีการลงทุนแบบนี้</p>
<p><strong>อย่างไรก็ตาม ข้อเสียสำคัญของ Growth Investing แนวสุดท้ายนี้ก็คือ ในระยะสั้น ตลาดหุ้นคือ Money Game จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เราจะต้องเข้าไปเล่นในเกมนี้ด้วย คนที่จะเล่นหุ้นด้วยวิธีนี้ได้จึงต้องมีภูมิต้านทานสูง รู้เท่าทันคนอื่นจึงจะเอาตัวรอดได้ </strong></p>
<p>โดยส่วนตัว ผมไม่ได้ลงทุนด้วยวิธีนี้เลย เพราะไม่ใช่ทางของผมครับ</p>
<p><strong>Growth Investing Defined</strong></p>
<p><strong>นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์</strong></p>
<p><strong>8 Jul 2010</strong><!-- - 5 comments --></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sarut-homesite.net/growth-investing-defined-%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%ac%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Recency Bias : นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์</title>
		<link>http://sarut-homesite.net/recency-bias-%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%ac%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95/</link>
		<comments>http://sarut-homesite.net/recency-bias-%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%ac%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 16 Jul 2010 13:20:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8701</guid>
		<description><![CDATA[สมองของมนุษย์มีจุดอ่อนอยู่อย่างหนึ่ง (ที่จริงมีหลายอย่าง) คือ เรามีแนวโน้มจะให้น้ำหนักกับเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นหมาดๆ มากกว่าเรื่องอื่นๆ (Recency Bias) ตัวอย่างเช่น สมมติว่าเพิ่งมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นใจกลางกรุงเทพฯหมาดๆ มีตึกถล่ม มีคนเสียชีวิตมากมาย หลังจากนั้น ยอดผู้ซื้อประกันภัยอาคารจากแผ่นดินไหวมักจะสูงขึ้นอย่างมาก พอผ่านไปสัก 2 เดือน ก็จะค่อยๆลดลงจนเท่ากับระดับปกติ ทั้งที่ Probability ที่จะเกิดแผ่นดินไหวของเมืองหนึ่งๆ มีค่าเท่าเดิมเสมอ ไม่ว่าจะเป็นช่วงหลังเกิดแ่ผ่นดินไหวใหม่ๆ หรือในช่วงเวลาปกติ (ไม่นับพวก Aftershock ซึ่งถือเป็นครั้งเดียวกัน) เรามักกลัวแผ่นดินไหวมากกว่าปกติในช่วงที่แผ่นดินไหวเพิ่งจะเกิดไปหมาดๆ เวลามีข่าวเครื่องบินตกใหม่ๆ การเดินทางด้วยเครื่องบินมักจะลดลงอย่างมาก แต่หลังจากข่าวเริ่มเงียบหายไป ก็จะกลับไปเป็นเหมือนเดิม เวลามีข่าวผับไฟไหม้มีคนตายเพียบ คนเที่ยวผับก็จะน้อยลงไปสองอาทิตย์ จากนั้นก็กลับไปเหมือนเดิมอีก พวกนักการเมืองรู้จัก Recency Bias เป็นอย่างดี เวลาใกล้จะเลือกตั้งใหม่ พวกเขาก็จะทำตัวขยันเป็นพิเศษ เพราะรู้ดีว่า ประชาชนจะจำแต่สิ่งที่พวกเขาทำในช่วงใกล้โค้งสุดท้ายมากที่สุด ถ้านักการเมืองคนไหนพลาดท่าเสียที มีข่าวฉาวเพียงหนเดียวในช่วงใกล้เลือกตั้ง ความดีทั้งหมดที่มีมากกว่าที่เคยทำมาอดีตจะแทบไม่มีผลอะไรเลย เพราะโดนข่าวล่าสุดกลบผลของมันไปจนหมด นักลงทุนในตลาดหุ้น ก็มีลักษณะเช่นนี้ด้วยเหมือนกัน ในช่วงหลังจากเกิดวิกฤตตลาดหุ้นใหม่ๆ นักลงทุนมักจะกลัววิกฤตมากเป็นพิเศษ ตลาดหุ้นจะเป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับพวกเขา ไม่ว่าหุ้นจะถูกแค่ไหน หรือเศรษฐกิจจะดีขึ้นอย่างไร นักลงทุนจะยังไม่กล้าซื้อหุ้นอยู่ดี ต่อเมื่อเวลาผ่านไปอีกนานๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/07/BiasLogoWhite.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8703" title="BiasLogoWhite" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/07/BiasLogoWhite-300x192.jpg" alt="" width="300" height="192" /></a></p>
<p><strong>สมองของมนุษย์มีจุดอ่อนอยู่อย่างหนึ่ง (ที่จริงมีหลายอย่าง) คือ เรามีแนวโน้มจะให้น้ำหนักกับเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นหมาดๆ มากกว่าเรื่องอื่นๆ (Recency Bias)</strong></p>
<p>ตัวอย่างเช่น สมมติว่าเพิ่งมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นใจกลางกรุงเทพฯหมาดๆ มีตึกถล่ม มีคนเสียชีวิตมากมาย หลังจากนั้น ยอดผู้ซื้อประกันภัยอาคารจากแผ่นดินไหวมักจะสูงขึ้นอย่างมาก พอผ่านไปสัก 2 เดือน ก็จะค่อยๆลดลงจนเท่ากับระดับปกติ<strong> ทั้งที่ Probability ที่จะเกิดแผ่นดินไหวของเมืองหนึ่งๆ มีค่าเท่าเดิมเสมอ</strong> ไม่ว่าจะเป็นช่วงหลังเกิดแ่ผ่นดินไหวใหม่ๆ หรือในช่วงเวลาปกติ (ไม่นับพวก Aftershock ซึ่งถือเป็นครั้งเดียวกัน) เรามักกลัวแผ่นดินไหวมากกว่าปกติในช่วงที่แผ่นดินไหวเพิ่งจะเกิดไปหมาดๆ</p>
<p>เวลามีข่าวเครื่องบินตกใหม่ๆ การเดินทางด้วยเครื่องบินมักจะลดลงอย่างมาก <strong>แต่หลังจากข่าวเริ่มเงียบหายไป ก็จะกลับไปเป็นเหมือนเดิม</strong> เวลามีข่าวผับไฟไหม้มีคนตายเพียบ คนเที่ยวผับก็จะน้อยลงไปสองอาทิตย์ จากนั้นก็กลับไปเหมือนเดิมอีก</p>
<p><strong>พวกนักการเมืองรู้จัก Recency Bias เป็นอย่างดี</strong> เวลาใกล้จะเลือกตั้งใหม่ พวกเขาก็จะทำตัวขยันเป็นพิเศษ เพราะรู้ดีว่า ประชาชนจะจำแต่สิ่งที่พวกเขาทำในช่วงใกล้โค้งสุดท้ายมากที่สุด ถ้านักการเมืองคนไหนพลาดท่าเสียที มีข่าวฉาวเพียงหนเดียวในช่วงใกล้เลือกตั้ง ความดีทั้งหมดที่มีมากกว่าที่เคยทำมาอดีตจะแทบไม่มีผลอะไรเลย <strong>เพราะโดนข่าวล่าสุดกลบผลของมันไปจนหมด</strong></p>
<p><strong>นักลงทุนในตลาดหุ้น ก็มีลักษณะเช่นนี้ด้วยเหมือนกัน ในช่วงหลังจากเกิดวิกฤตตลาดหุ้นใหม่ๆ นักลงทุนมักจะกลัววิกฤตมากเป็นพิเศษ ตลาดหุ้นจะเป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับพวกเขา ไม่ว่าหุ้นจะถูกแค่ไหน หรือเศรษฐกิจจะดีขึ้นอย่างไร นักลงทุนจะยังไม่กล้าซื้อหุ้นอยู่ดี ต่อเมื่อเวลาผ่านไปอีกนานๆ ความกลัวเหล่านั้นก็จะเริ่มจางหายไปเอง ทั้งที่จริงๆแล้ว เราควรทำตรงข้าม กล่าวคือ หลังตลาดหุ้นเกิดวิกฤตใหม่ๆ เราไม่ควรจะกลัวที่จะซื้อหุ้น แต่เป็นเวลาที่เราควรจะกล้าซื้อหุ้นมากกว่า</strong></p>
<p>เวลาหุ้นพื้นฐานดีๆ บางตัวมีข่าวร้ายมากระทบ ความรู้สึกของเราเกี่ยวกับพื้นฐานโดยรวมของหุ้นตัวมักแย่ลงไปด้วย เราจะ เริ่มไม่ค่อยแน่ใจกับปัจจัยพื้นฐานของหุ้นตัวนั้นที่เราเคยเชื่อว่าดีจนทำให้เราตัดสินใจลงทุน <strong>ทั้งที่เราก็รู้ดีว่าข่าวร้ายเหล่านั้นจะไม่ได้ติดตัวหุ้นนั้นไปแบบถาวร แต่เีราอดไม่ได้ที่จะให้น้ำหนักข่าวร้ายนั้น มากกว่าสิ่งดีๆทั้งหมดของหุ้นตัวนั้นที่เคยเป็นมาตลอด และยังไม่ได้เปลี่ยนไปเพราะข่าวร้ายนั้นเลยแม้แต่น้อย</strong></p>
<p>ความยากของเรื่องนี้อยู่ตรงที่<strong> เรามักไม่รู้ตัวว่าเรากำลังลำเอียงอยู่ เพราะเวลาที่เราลำเอียง เรามักใช้อารมณ์ของเราฟันธงไปก่อน แล้วสมองของเราจึงค่อยหาเหตุผลมาสนับสนุนการตัดสินใจของเรานั้น เราจึงมักรู้สึกว่าเรากำลังใช้เหตุผลอยู่เวลาที่เราลำเอียง </strong>ที่จริงแล้ว เหตุผลเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นเหตุผลที่สมองของเราคัดเลือกมาเพื่อสนับสนุนอารมณ์ของเราเท่านั้น โดยคัดกรองเหตุผลอื่นๆที่ขัดแย้งออกไป เราจึงไม่รู้ตัวว่าเราลำเอียง <strong>ใครก็ตามที่มีสติรู้ทันจิตใจของตัวเองได้ดีกว่าคนอื่น คนนั้นจะสามารถเล่นหุ้นได้ดีกว่าคนอื่น ทั้งที่ไม่ได้มีความรู้อะไรมากมายเลย</strong></p>
<p><strong>Recency Bias เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้นักลงทุนมักขายหุ้นในเวลาที่ไม่ควรขายที่สุด และไม่ยอมซื้อหุ้นในเวลาที่ควรซื้อหุ้นมากที่สุดด้วย</strong></p>
<p><strong>Recency Bias</strong></p>
<p><strong>นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์</strong></p>
<p><strong>4 May 2010</strong></p>
<p><a href="http://dekisugi.net/archives/6110" target="_blank">http://dekisugi.net/archives/6110</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sarut-homesite.net/recency-bias-%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%ac%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Notes on Valuations : นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์</title>
		<link>http://sarut-homesite.net/notes-on-valuations-%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%ac%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://sarut-homesite.net/notes-on-valuations-%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%ac%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 02 Jun 2010 16:54:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8590</guid>
		<description><![CDATA[การที่คุณมีเกณฑ์ในการคัดหุ้นเหมือนอย่างเช่นใน บทความที่แล้ว จะทำให้คุณมีรายชื่อหุ้นจำนวนหนึ่งที่เหมาะแก่การลงทุนในระยะยาว งานต่อไปของนักลงทุนระยะยาวก็คือ แล้วเราควรจะซื้อหุ้นเหล่านั้นเมื่อไร? บางคนบอกว่า สำหรับการลงทุนระยะยาวแล้ว จะซื้อเมื่อไรเลยก็ได้ แต่ในความคิดส่วนตัวของผม ผมยังมองว่าการซื้อหุ้นตูมเดียวด้วยเงินออมส่วนใหญ่ของเรา โดยไม่ต้องสนใจว่าราคาหุ้นในเวลาที่ซื้อนั้น เหมาะสมหรือไม่ ไม่ใช่แนวคิดที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตลาดหุ้นสมัยนี้ ที่นโยบายการเงินของธนาคารกลางเป็นแบบผ่อนคลายแทบตลอดเวลา ถ้าคุณบังเอิญเข้าซื้อหุ้นไทย ตอน 1700+ จุด แล้วสามารถถือยาวมาได้ถึงเดียวนี้ สิบกว่าปี คุณก็ยังขาดทุนอยู่ดี ยังไงๆ ผมก็คิดว่า ราคาที่เข้าซื้อ ยังคงเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นหุ้นดีแค่ไหน หรือถือยาวขนาดไหนก็ตาม แต่หากคุณขี้เกียจรอซื้อที่ราคาเหมาะสมจริงๆ หรือคิดว่า การหาราคาที่เหมาะสมเป็นเรื่องที่ยุ่งยากเกินไป ผมแนะนำให้คุณใช้วิธีทยอยซื้อทีละนิดไปเรื่อยๆ เป็นช่วงระยะเวลายาวๆ จะดีกว่าการเข้าซื้อทีเดียวด้วยเงินก้อนใหญ่ๆ เพราะการแบ่งช่วงเวลาที่ซื้อออกไปนานๆ จะช่วยให้คุณได้ต้นทุนเฉลี่ยที่ไม่แพงเกินไปโดยอัตโนมัติ น่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ปลอดภัยกว่า (ถ้าสนใจวิธีนี้จริงๆ ลองดูตัวอย่างหนึ่งใน http://dekisugi.net/7thltg ก็ได้ครับ) แต่ถ้าคุณสามารถลงทุนโดยมีการประเมินราคาที่เหมาะสมก่อนเข้าซื้อร่วมด้วย จะทำให้คุณมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น การซื้อเฉลี่ยนั้นแม้จะปลอดภัยก็จริง แต่ต้นทุนเฉลี่ยที่ได้ก็มักจะไม่ถูกไม่แพง แต่เป็นกลางๆ ทำให้ผลตอบแทนอยู่ในระดับกลางๆไปด้วย ไม่ถึงขั้นดีมาก ต่างกับคนที่มีการระมัดระวังเรื่องต้นทุนที่เข้าซื้อลงทุนร่วมด้วย ถ้าเขาสามารถทำได้ดี จะช่วยเพิ่มผลตอบแทนได้อีกมาก วิธีประเมินมูลค่าหุ้น ที่ง่ายที่สุดน่าจะเป็น P/E ซึ่งใช้ได้ดีเป็นพิเศษกับกิจการที่มีกำไรที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/06/business-valuations.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8591" title="business-valuations" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/06/business-valuations-300x217.jpg" alt="" width="300" height="217" /></a></p>
<p><strong>การที่คุณมีเกณฑ์ในการคัดหุ้นเหมือนอย่างเช่นใน</strong> <a href="http://www.sarut-homesite.net/evaluating-a-business-%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C-%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%AC%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%99/" target="_blank">บทความที่แล้ว</a> <strong>จะทำให้คุณมีรายชื่อหุ้นจำนวนหนึ่งที่เหมาะแก่การลงทุนในระยะยาว</strong> <strong>งานต่อไปของนักลงทุนระยะยาวก็คือ แล้วเราควรจะซื้อหุ้นเหล่านั้นเมื่อไร?</strong></p>
<p>บางคนบอกว่า สำหรับการลงทุนระยะยาวแล้ว จะซื้อเมื่อไรเลยก็ได้ แต่ในความคิดส่วนตัวของผม ผมยังมองว่าการซื้อหุ้นตูมเดียวด้วยเงินออมส่วนใหญ่ของเรา โดยไม่ต้องสนใจว่าราคาหุ้นในเวลาที่ซื้อนั้น เหมาะสมหรือไม่ ไม่ใช่แนวคิดที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตลาดหุ้นสมัยนี้ ที่นโยบายการเงินของธนาคารกลางเป็นแบบผ่อนคลายแทบตลอดเวลา <strong>ถ้าคุณบังเอิญเข้าซื้อหุ้นไทย ตอน 1700+ จุด แล้วสามารถถือยาวมาได้ถึงเดียวนี้ สิบกว่าปี คุณก็ยังขาดทุนอยู่ดี</strong> ยังไงๆ <strong>ผมก็คิดว่า</strong> <strong>ราคาที่เข้าซื้อ ยังคงเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นหุ้นดีแค่ไหน หรือถือยาวขนาดไหนก็ตาม</strong></p>
<p>แต่หากคุณขี้เกียจรอซื้อที่ราคาเหมาะสมจริงๆ หรือคิดว่า การหาราคาที่เหมาะสมเป็นเรื่องที่ยุ่งยากเกินไป ผมแนะนำให้คุณใช้วิธีทยอยซื้อทีละนิดไปเรื่อยๆ เป็นช่วงระยะเวลายาวๆ จะดีกว่าการเข้าซื้อทีเดียวด้วยเงินก้อนใหญ่ๆ เพราะการแบ่งช่วงเวลาที่ซื้อออกไปนานๆ จะช่วยให้คุณได้ต้นทุนเฉลี่ยที่ไม่แพงเกินไปโดยอัตโนมัติ น่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ปลอดภัยกว่า (ถ้าสนใจวิธีนี้จริงๆ ลองดูตัวอย่างหนึ่งใน <a href="http://dekisugi.net/7thltg" target="_blank">http://dekisugi.net/7thltg</a> ก็ได้ครับ)</p>
<p><strong>แต่ถ้าคุณสามารถลงทุนโดยมีการประเมินราคาที่เหมาะสมก่อนเข้าซื้อร่วมด้วย จะทำให้คุณมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น</strong> การซื้อเฉลี่ยนั้นแม้จะปลอดภัยก็จริง แต่ต้นทุนเฉลี่ยที่ได้ก็มักจะไม่ถูกไม่แพง แต่เป็นกลางๆ ทำให้ผลตอบแทนอยู่ในระดับกลางๆไปด้วย ไม่ถึงขั้นดีมาก ต่างกับคนที่มีการระมัดระวังเรื่องต้นทุนที่เข้าซื้อลงทุนร่วมด้วย ถ้าเขาสามารถทำได้ดี จะช่วยเพิ่มผลตอบแทนได้อีกมาก</p>
<p><strong>วิธีประเมินมูลค่าหุ้น ที่ง่ายที่สุดน่าจะเป็น P/E ซึ่งใช้ได้ดีเป็นพิเศษกับกิจการที่มีกำไรที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ (easy to predict) ทุกปี อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบด้วยว่า บริษัทมีกำไรพิเศษในปีนั้นทำให้ P/E สูงผิดปกติหรือไม่</strong> เช่น มีการขายสินทรัพย์ครั้งใหญ่ในปีนั้นทำให้เกิดกำไรพิเศษ และการขายสินทรัพย์นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นทุกปี อย่างนี้เราต้องตัดกำไรพิเศษเหล่านั้นออกไปก่อน เพื่อมิให้เกิดภาพที่บิดเบือนได้ เป็นต้น</p>
<p>หากเป็นหุ้นที่อยู่ในโผของเราอยู่แล้ว (พื้นฐานดีเหมาะกับการลงทุนระยะยาว) <strong>พีอีที่เหมาะสม จะขึ้นอยู่กับอัตราการเติบโตในอนาคตที่เราเชื่อว่าเป็นไปได้เป็นสำคัญ</strong> เช่น ถ้าเราคิดว่า บริษัทนั้นน่าจะโตได้อย่างน้อยปีละเท่าๆกับเงินเฟ้อ พีอีที่เหมาะสมก็น่าจะอยู่ที่ 10 เท่า (อันนี้เป็นมาตรฐานของผมเอง) แต่ถ้าบริษัทน่าจะเติบโตได้เกิน 10-15% ต่อปีอาจให้พีอีเหมาะสมมากขึ้น เช่น 12 เท่า ถ้าโตได้ถึง 20% ต่อปี ก็อาจให้พีอี 15-18 เท่าก็ได้</p>
<p><strong>แต่ที่สำคัญ การเติบโตที่ว่านั้นต้องเป็นอัตราการเติบโตที่บริษัทน่าจะทำได้ ต่อเนื่องกันหลายปี เช่น 3-5 ปีข้างหน้า ไม่ใช่เห็นว่าปีหน้าบริษัทมีโครงการใหญ่ทำให้กำไรก้าวกระโดด 50% ในปีเดียว ก็จะคิดว่าบริษัทนั้นโตได้ 50% ต่อเนื่องทุกปี ปกติแล้วการเติบโตในระดับ 10-20% ต่อปีนั้นอาจทำให้ต่อเนื่องในระยะยาวได้ไม่ยากนัก แต่ถ้า 50% ต่อปีนั้นมักเป็นไปได้ยากมากๆ</strong></p>
<p>ในกรณีเช่นนี้ เราต้องปรับความคาดหวังลงมาสักหน่อย เช่น อาจจะลดลงมาเหลือ 20% จะปลอดภัยกว่า (คิดว่าปีหน้า 50% หลังจากนั้น 10% ทำให้เฉลี่ยๆ แล้วเหลือ 20% ต่อปีในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า) ส่วนถ้าเป็นหุ้นนอกโผ ผมคงไม่ลงทุนระยะยาวอยู่แล้ว แต่ถ้าจะให้พีอีที่เหมาะสม ผมก็คงให้แค่ 7 เท่าเสมอ ไม่ว่าจะโตได้มากแค่ไหน เพราะถือว่าพื้นฐานสอบไม่ผ่านที่จะลงทุนระยะยาวได้ ส่วนการให้พีอีหุ้นตัวทุกในโผเท่ากันหมด โดยไม่คำนึงถึง Growth Potential ที่แตกต่างกันเลยนั้น เป็นวิธีการที่ผมไม่ชอบ เพราะผมมองว่าเป็นการไม่ยุติธรรมกับธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตสูงกว่า</p>
<p><strong>การใช้ P/E ในภาวะผิดปกติต้องระวัง</strong> เช่น ในช่วงเศรษฐกิจซบเซา หรือบริษัทกำลังเผชิญปัญหาใหญ่ เพราะพีอีมักให้ภาพที่บิดเบือน ตัวอย่างเช่น บริษัท ABC ในยามปกติมี Net Margin 3% พีอี 10 เท่า แต่เมื่อเกิดเศรษฐกิจซบเซาทำให้ Net Margin ลดลงชั่วคราวเหลือ 1% (แต่รายได้คงที่) สมมติว่าตลาดกดราคาหุ้นลง 30% พีอีใหม่จะกลายเป็น 21 เท่า ซึ่งทำให้เรารู้สึกว่าแพงอย่างมาก </p>
<p><strong>แต่ที่จริงแล้ว ส่วนลด 30% เป็นโอกาสทองของนักลงทุนระยะยาวที่จะซื้อ เพราะยอมทนรอหน่อย เมื่อทุกอย่างกลับมา มาร์จิ้นกลับมาที่ 3% ก็เท่ากับเราซื้อได้ที่พีอีแค่ 7 เท่าเท่านั้น ยิ่งถ้ารายได้กลับมาสูงกว่าเดิมด้วย (ซึ่งมักจะเป็นเช่นนั้น) ต้นทุนเราอาจเท่ากับ พีอีแค่ 5-6 เท่าเท่านั้น แต่ถ้าเราคิดง่ายๆ แค่พีอี 21 เท่าแปลว่าแพงเสมอ ไม่รู้จักการพลิกแพลง เราก็พลาดโอกาสได้</strong></p>
<p><strong>P/E ไม่ใช่ตัวชี้วัดมูลค่าที่ดีสำหรับธุรกิจที่มีกำไรไม่แน่นอน</strong> เพราะถ้าปีนี้ P/E ต่ำ ไม่ได้แปลว่าปีหน้า P/E จะต่ำ เพราะปีหน้ากำไรอาจร่วงลงอย่างแรงทำให้ P/E สูงขึ้นอย่างผิดหูผิดตาก็ได้ ถ้าผมจะตีมูลค่าหุ้นพวกนี้ ผมมักหาวิธีการอย่างอื่นแทน</p>
<p>ตัวอย่างเช่น หุ้นโรงกลั่นในภาวะที่ค่าการกลั่นตกต่ำ บริษัทอาจขาดทุนทำให้พีอีติดลบ ผมจะหันไปใช้วิธีหาตัวเลขว่า ทุกวันนี้โรงกลั่นน้ำมันสร้างใหม่ต้องใช้เงินลงทุนเท่าไรต่อกำลังการผลิต 1 ล้านบาร์เรล แล้วตีราคาบริษัทตามกำลังการผลิต (Replacement Cost Method) แทน (อย่าลืมดูด้วยว่าโรงกลั่นของบริษัทมีสัดส่วน output ชนิดต่างๆ ใกล้เคียงกับ benchmark มากแค่ไหน) เช่นนี้เป็นต้น</p>
<p><strong>จะเห็นได้ว่า ที่จริงแล้ว การตีราคาหุ้นนั้นไม่มีสูตรสำเร็จ แต่ต้องเลือกเครื่องมือให้ได้เหมาะสมกับสถานการณ์มากกว่า เราต้องการอะไรสักอย่างที่ทำให้เรามั่นใจว่า ราคาเท่าไรถึงจะไม่แพง ถ้าเป็นธุรกิจที่มีความแน่นอนต่ำมาก หาวิธีที่ทำให้เรามั่นใจมูลค่าไม่ได้ อย่าลงทุนระยะยาวดีที่สุด ถ้าจะซื้อก็เล่นสั้นๆก็พอ</strong></p>
<p><strong>สำหรับ P/B นั้น</strong> โดยส่วนตัว ผมแทบไม่ได้ใช้เลย ผมมองว่ามูลค่าทางบัญชีของสินทรัพย์ทุกวันนี้ สะท้อนมูลค่าของธุรกิจได้น้อยมากๆ</p>
<p><strong>ส่วน P/S นั้น ใช้ประโยชน์ได้เหมือนกัน</strong> เพราะใช้แทน พีอี ในช่วงที่บริษัทขาดทุนได้ ผมมักจะดูว่า P/S ของบริษัทสูงหรือต่ำเมื่อเทียบกับ P/S ในอดีต ประกอบการตัดสินใจด้วย เป็นต้น</p>
<p>ส่วนการศึกษา DCF นั้น ช่วยทำให้เราเข้าใจได้ลึกขึ้นว่า มูลค่าของธุรกิจขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง (เช่น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกำไรปีนี้หรือปีหน้าปีเดียว แต่ปีต่อๆไปอีก อีกทั้งยังขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ย อัตราการเติบโต และ investment ratio ของธุรกิจนั้นๆอีกด้วย เป็นต้น) <strong>แต่ในสถานการณ์จริง โอกาสที่จะได้ใช้ DCF จะมีไม่มากนัก เพราะคุณต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทนั้นๆ แบบค่อนข้างละเอียดและครบถ้วนมากทีเดียว จึงจะทำ DCF ได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วเรามักไม่สามารถหาข้อมูลได้ครบถ้วนถึงขนาดนั้น</strong></p>
<p><strong>ธุรกิจ กับความไม่แน่นอนเป็นของคู่กัน ดังนั้น หุ้นจึงเป็นหลักทรัพย์ที่หามูลค่าที่แน่นอนไม่ได้อยู่แล้วโดยธรรมชาติ มีแค่ &#8220;ช่วง&#8221; ที่เป็นไปได้หรือเหมาะสมเท่านั้น ฉะนั้น การวัดมูลค่าหุ้นจึงเป็นศิลปะมากกว่าวิทยาศาสตร์ </strong></p>
<p>ผมใช้หลักถ้าไม่แน่ใจก็ไม่เอาไว้ก่อน เช่น หุ้นตัวหนึ่งดีมาก เราเชื่อว่าโตได้ 50% ต่อปี แต่ถ้าราคาหุ้นแพงมากๆ แบบนี้เราก็อาจจะไม่เอาไว้ก่อน เพราะต้องเสี่ยงซื้อของแพง สู้เอาเงินไปซื้อหุ้นที่โตได้แค่ 10% ต่อปี แต่ราคาหุ้นต่ำมากจนดูเป็นการลงทุนที่ปลอดภัยน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า แบบนี้เป็นต้น ใช้การวัดมูลค่าเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในกับการลงทุนของเราก็พอ ไม่ใช่กฏเหล็กตายตัว (เพราะเราไม่ได้ซื้อหุ้นตัวเดียวด้วยเงินทั้งหมดอยู่แล้ว เรามีการกระจายความเสี่ยงช่วยด้วย)</p>
<p><strong>สำหรับพอร์ตลงทุนระยะยาว</strong> ผมไม่คิดว่าจะต้องซื้อหุ้นให้ได้ถูกมากๆ เพราะเน้นหุ้นดีอยู่แล้ว ต่อราคามากๆอาจไม่มีวันได้ซื้อ แต่ผมจะหลีกเลี่ยงการซื้อแพงๆ ถ้าหุ้นดีมากๆ แต่ต้องซื้อในราคาที่ไม่แน่ใจว่าแพงไปหรือไม่ ผมมักจะขอเลือกหุ้นที่ดีน้อยลงมาสักหน่อย แต่ซื้อได้ในราคาที่ทำให้เกิดความสบายใจได้เป็นหลักครับ</p>
<p><strong>Notes on Valuations</strong></p>
<p><strong>นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์</strong></p>
<p><strong>Thursday, 22 April 2010</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sarut-homesite.net/notes-on-valuations-%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%ac%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มาตรการระยะสั้น : นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์</title>
		<link>http://sarut-homesite.net/%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a2%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99-%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://sarut-homesite.net/%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a2%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99-%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 23 May 2010 11:13:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Economics]]></category>
		<category><![CDATA[นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์]]></category>
		<category><![CDATA[มนุษย์เศรษฐกิจ 2.0]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐศาสตร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8549</guid>
		<description><![CDATA[ทุกวันนี้ ศก. มีความผันผวนสูง เมื่อใดก็ตามที่ ศก.ชะลอตัวเพราะมีปัจจัยบางอย่างมากระทบ เรามักคิดถึงการนำมาตรการกระตุ้น ศก. ในระยะสั้นต่างๆมาใช้เพื่อบรรเทาผลกระทบ ตัวอย่างเช่น การลดดอกเบี้ย ลดภาษี การจัดทำงบประมาณขาดดุล ตรึงราคาสินค้า เป็นต้น มีข้อถกเถียงกันว่า ที่จริงแล้ว มาตรการเหล่านี้ช่วย &#8220;กระตุ้น&#8221; เศรษฐกิจได้มากหรือน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับต้นทุนของมัน ตัวทวีคูณมีอยู่จริงหรือไม่ แต่อย่างน้อยที่สุดก็ไม่มีใครเถียงว่า มาตรการเหล่านี้ช่วย &#8220;พยุง&#8221; ตัวเลขทางเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ เพราะเมื่อใดก็ตาม ที่มีใครสักคนใช้จ่ายเพิ่มขึ้นหนึ่งบาท ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ หรือเอกชน ย่อมทำให้ตัวเลขจีดีพีในช่วงเวลานั้น เพิ่มขึ้นได้อย่างน้อยหนึ่งบาทเสมอ ดังนั้น การนำมาตรการเหล่านี้มาใช้เพื่อช่วยพยุงตัวเลขทางเศรษฐกิจในระยะสั้นบ้างในบางเวลาที่มีความจำเป็นจริงๆ ก็ไม่ได้ถึงกับเป็นเรื่องที่คอขาดบาดตาย อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ เมื่อมีการนำมาตรการระยะสั้นเหล่านี้มาใช้ครั้งหนึ่ง โดยบอกว่าจะเป็นการใช้ชั่วคราวเท่านั้น สังคมมักเกิดอาการเสพติด ทำให้มีการเรียกร้องให้นำมาตรการเหล่านี้กลับมาใช้อยู่เรื่อยๆ เมื่อใดที่เศรษฐกิจชะลอตัว ในที่สุด ก็ถึงขั้นที่สังคมคาดหวังว่ารัฐมีหน้าที่ที่จะต้องคอยกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่ ตลอดเวลา เมื่อเป็นเช่นนี้ แทนที่ทรัพยากรส่วนใหญ่จะได้ใช้ไปกับการพัฒนาประเทศในระยะยาวจริงๆ กลับกลายเป็นว่า เราต้องนำทรัพยากรส่วนใหญ่มาใช้อุดหนุนมาตรการระยะสั้นเหล่านี้อย่างไม่มีวันจบสิ้น กลายเป็นตัวการสำคัญที่คอยถ่วงการพัฒนาประเทศในระยะยาวให้ล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น ตัวอย่างเช่น การตรึงราคาน้ำมัน หรือการให้ใช้น้ำไฟฟรี แม้จะกำหนดว่า จะนำมาใช้โดยมีกรอบเวลาที่ชัดเจน แต่เมื่อถึงเส้นตาย เหตุผลทางการเมืองก็มักบังคับให้จำเป็นต้องมีการยืดอายุมาตรการออกไปเรื่อยๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/05/fiscal-flash-001.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8551" title="fiscal-flash-001" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/05/fiscal-flash-001-229x300.jpg" alt="" width="229" height="300" /></a></p>
<p><strong>ทุกวันนี้ ศก. มีความผันผวนสูง เมื่อใดก็ตามที่ ศก.ชะลอตัวเพราะมีปัจจัยบางอย่างมากระทบ เรามักคิดถึงการนำมาตรการกระตุ้น ศก. ในระยะสั้นต่างๆมาใช้เพื่อบรรเทาผลกระทบ ตัวอย่างเช่น การลดดอกเบี้ย ลดภาษี การจัดทำงบประมาณขาดดุล ตรึงราคาสินค้า เป็นต้น</strong></p>
<p>มีข้อถกเถียงกันว่า <strong>ที่จริงแล้ว มาตรการเหล่านี้ช่วย &#8220;กระตุ้น&#8221; เศรษฐกิจได้มากหรือน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับต้นทุนของมัน</strong> ตัวทวีคูณมีอยู่จริงหรือไม่ แต่อย่างน้อยที่สุดก็ไม่มีใครเถียงว่า มาตรการเหล่านี้ช่วย &#8220;พยุง&#8221; ตัวเลขทางเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ เพราะเมื่อใดก็ตาม ที่มีใครสักคนใช้จ่ายเพิ่มขึ้นหนึ่งบาท ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ หรือเอกชน ย่อมทำให้ตัวเลขจีดีพีในช่วงเวลานั้น เพิ่มขึ้นได้อย่างน้อยหนึ่งบาทเสมอ ดังนั้น การนำมาตรการเหล่านี้มาใช้เพื่อช่วยพยุงตัวเลขทางเศรษฐกิจในระยะสั้นบ้างในบางเวลาที่มีความจำเป็นจริงๆ ก็ไม่ได้ถึงกับเป็นเรื่องที่คอขาดบาดตาย</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ เมื่อมีการนำมาตรการระยะสั้นเหล่านี้มาใช้ครั้งหนึ่ง โดยบอกว่าจะเป็นการใช้ชั่วคราวเท่านั้น <strong>สังคมมักเกิดอาการเสพติด ทำให้มีการเรียกร้องให้นำมาตรการเหล่านี้กลับมาใช้อยู่เรื่อยๆ</strong> เมื่อใดที่เศรษฐกิจชะลอตัว ในที่สุด ก็ถึงขั้นที่สังคมคาดหวังว่ารัฐมีหน้าที่ที่จะต้องคอยกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่ ตลอดเวลา เมื่อเป็นเช่นนี้ แทนที่ทรัพยากรส่วนใหญ่จะได้ใช้ไปกับการพัฒนาประเทศในระยะยาวจริงๆ กลับกลายเป็นว่า เราต้องนำทรัพยากรส่วนใหญ่มาใช้อุดหนุนมาตรการระยะสั้นเหล่านี้อย่างไม่มีวันจบสิ้น กลายเป็นตัวการสำคัญที่คอยถ่วงการพัฒนาประเทศในระยะยาวให้ล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น</p>
<p><strong>ตัวอย่างเช่น การตรึงราคาน้ำมัน หรือการให้ใช้น้ำไฟฟรี</strong> แม้จะกำหนดว่า จะนำมาใช้โดยมีกรอบเวลาที่ชัดเจน แต่เมื่อถึงเส้นตาย <strong>เหตุผลทางการเมืองก็มักบังคับให้จำเป็นต้องมีการยืดอายุมาตรการออกไปเรื่อยๆ</strong> ไม่มีรัฐบาลไหนอยากได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลที่ยกเลิกมาตรการเหล่านี้หากไม่จำเป็น กลายเป็นการเพิ่มภาระทางการคลังให้กับประเทศมากเกินความจำเป็น</p>
<p><strong>มาตรการลดดอกเบี้ย</strong> หากนำมาใช้ชั่วคราว ก็สามารถช่วยลดภาระทางการเงินให้ภาคธุรกิจที่เป็นหนี้ในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดีได้ แต่เมื่อนโยบายดอกเบี้ยต่ำถูกนำมาใช้ติดต่อเป็นระยะเวลานานๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง มัก<strong>เป็นสาเหตุที่กระตุ้นให้เกิดการเก็งกำไรในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ</strong> เช่น ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ <strong>ในเวลาต่อมา กลายเป็นปัญหาฟองสบู่แตก</strong> ซึ่งส่งผลเสียอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาว</p>
<p><strong>การใช้จ่ายของภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็เช่นเดียวกัน</strong> ในระยะสั้นหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นอาจจะยังไม่ส่งผลเสียอะไร เพราะในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี สภาพคล่องในตลาดเงินมักจะเหลือล้น แต่เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นตามวัฏจักรปกติของมันแล้ว หนี้สาธารณะที่สูงขึ้นเหล่านี้ จะกลับกลายเป็นตัวที่มาแย่งชิงสภาพคล่องในตลาดเงินไปจากภาคธุรกิจ ทำให้ภาคธุรกิจลงทุนได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น ส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาวได้</p>
<p>หรือแม้แต่ <strong>การทำค่าเงินให้อ่อน เพื่อกระตุ้นภาคส่งออก</strong> ในระยะสั้น ค่าเงินอ่อน อาจช่วยทำให้สินค้าส่งออกมีราคาถูกลง เมื่อคิดเป็นเงินดอลลาร์ ทำให้ภาคส่งออกขายสินค้าได้มากขึ้นได้ <strong>แต่ในระยะยาวแล้ว การพึ่งพาค่าเงินในการกระตุ้นการส่งออกอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ภาคส่งออกมีแรงจูงใจน้อยลงที่จะดิ้นรนหาวิธีการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน</strong> เพราะการเรียกร้องให้รัฐช่วยทำค่าเงินให้อ่อนเป็นหนทางที่ทำได้ง่าย และรวดเร็วกว่ามาก คนเราเมื่อที่มีทางเลือกที่เร็วกว่า และง่ายกว่า คนเราก็ย่อมเลือกต้องเลือกทางเลือกนั้นก่อนเป็นธรรมดา การทำค่าเงินให้อ่อนจึงเป็นการกระตุ้นการส่งออกในระยะสั้น แต่ส่งผลร้ายต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวของภาคส่งออก</p>
<p><strong>หากถามว่า ที่จริงแล้ว ทุกวันนี้ ปัญหาสำคัญที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทยคืออะไรบ้าง</strong> จะพบว่า มันไม่ใช่เรื่องปัญหาดอกเบี้ยแพง หรือค่าเงินแข็ง แต่<strong>เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างเป็นส่วนใหญ่</strong> เช่น ต้นทุนค่าขนส่งที่ยังสูงกว่าประเทศส่วนใหญ่ในโลกมาก เพราะโครงสร้างพื้นฐานของเรายังไม่ดีพอ หรือการที่ธุรกิจไทยส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้น้อย เพราะไม่ค่อยมีใครคิดทำสิ่งใหม่ๆมากเท่าที่ควร หรือการที่สถาบันการศึกษา ผลิตบุคลากรออกมาไม่สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจมากเท่าที่ควร ตลอดจน การที่ธุรกิจขนาดเล็กมีโอกาสทางธุรกิจน้อยลง เป็นต้น การจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้จำเป็นต้องมีการหาสาเหตุของปัญหา แล้วแก้ไขเป็นเรื่องๆไป เนื่องจากปัญหาเหล่านี้ เป็นปัญหาที่มีความสลับซับซ้อน การใช้มาตรการระยะสั้นต่างๆ จะไม่มีทางแก้ไขปัญหาในลักษณะนี้ได้เลย<br />
<strong><br />
ทุกวันนี้ สิ่งที่ประเทศไทยต้องการจริงๆ จึงได้แก่ โครงการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจใหม่ เพื่อให้ประเทศสามารถเติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ไม่ใช่มาตรการระยะสั้นแบบธรรมดาๆ เราต้องลดการเสพติดมาตรการระยะสั้นลงก่อนที่ประเทศจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไปอย่างถาวร</strong></p>
<p><strong>มาตรการระยะสั้น<br />
กรุงเทพธุรกิจ คอลัมน์ มนุษย์เศรษฐกิจ 2.0<br />
นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์<br />
วันที่ 18 พฤษภาคม 2553 16:04</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sarut-homesite.net/%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a2%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99-%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Evaluating a Business : นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์</title>
		<link>http://sarut-homesite.net/evaluating-a-business-%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%ac%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://sarut-homesite.net/evaluating-a-business-%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%ac%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 07 May 2010 16:24:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8427</guid>
		<description><![CDATA[เวลาพูดว่า บริษัทหนึ่งมี &#8220;ปัจจัยพื้นฐาน&#8221; ดีหรือไม่ดีนั้น เราดูจากอะไร? ก่อนอื่นต้องขอเน้นว่า คนที่คิดจะลงทุนโดยวิธีดูปัจจัยพื้นฐานนั้น จะต้องเป็นคนที่มีระยะหวังผลตอบแทนที่ยาวๆ (เป็นปีๆ) เท่านั้น เหตุเพราะ ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทมักเป็นคุณสมบัติที่ติดตัวบริษัทอยู่เป็นเวลานาน ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงง่าย ดังนั้น มันจึงแทบไม่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในระยะสั้นเลย (หรือแม้แต่ผลกำไรในระยะสั้นก็ตาม) ถ้าเราวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของหุ้นตัวหนึ่งว่าดีแล้วเข้าซื้อจากนั้นราคาหุ้นก็ปรับตัวขึ้นได้เลย ส่วนใหญ่แล้วมาจากความบังเอิญแท้ๆ เพราะปัจจัยพื้นฐานที่ดีมักเป็นเรื่องที่เป็นมาก่อนหน้าที่เราจะพิจารณาแล้ว บริษัทไม่รู้หรอกว่า เราเข้ามาซื้อตอนไหน มันจึงไม่จำเป็นต้องขึ้น หลังจากที่เราซื้อเลย ถ้าใครมีระยะหวังผลสั้น (เช่น &#60;1ปี) ควรใช้วิธีการอย่างอื่น เช่น การเก็งข่าวบริษัท หรือการวิเคราะห์ทางเทคนิค จะได้ผลมากกว่า การลงทุนที่มีระยะหวังผลแบบยาวนั้น เราไม่ได้มองหาหุ้นที่ &#8220;ซื้อแล้วขึ้นเลย&#8221; แต่เรามองหาหุ้นที่ถ้าสมมติว่า เราซื้อแล้ว&#8221;ซวย&#8221; มันดันเป็นขาลงพอดี มันจะต้องที่มีโอกาสสูงที่ ถ้าหากเราถือต่อไปอีก มันจะกลับมาสูงกว่าเดิมได้อีก หุ้นลักษณะนี้ต่างหากที่น่าสนใจลงทุนในระยะยาว เมื่อคิดได้อย่างนี้แล้ว เราย่อมคิดได้โดยอัตโนมัติด้วยว่า หุ้นที่เหมาะกับการลงทุนระยะยาวต้องเป็น หุ้นของกิจการที่มีโอกาสเจ๊งต่ำๆ และในเวลาเดียวกัน ก็ต้องมีโอกาสที่กิจการจะเติบโตใหญ่ไปเรื่อยๆในระยะยาวๆด้วย เพราะกิจการลักษณะนี้ย่อมกลับมาทำกำไรสูงสุดได้อยู่เรื่อยๆ ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสที่ราคาหุ้นจะกลับมาสูงขึ้นอีกได้ใหม่อยู่เรื่อยๆ คุณสมบัติเช่นนี้ช่วยทำให้ผลตอบแทนของเราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาภาวะตลาดในระยะสั้น พวกมันจึงเป็นหุ้นที่ทำให้เราตอบคำถามตัวเองได้ว่า ทำไมเราจะต้องยอมถือพวกมันไว้นานๆแทนที่จะเอาเม็ดเงินไปทำอย่างอื่นด้วย และปัจจัยที่จะใช้บอกว่าหุ้นมีปัจจัยพื้นฐานดีหรือไม่ ก็ควรเป็นปัจจัยที่ช่วยบ่งชี้ถึงคุณสมบัติที่กล่าวมานี้นั่นเอง ผมลองนั่งนึกดูว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/05/evaluating_TLDS.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8428" title="evaluating_TLDS" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/05/evaluating_TLDS-300x170.jpg" alt="" width="300" height="170" /></a></p>
<p><strong>เวลาพูดว่า บริษัทหนึ่งมี &#8220;ปัจจัยพื้นฐาน&#8221; ดีหรือไม่ดีนั้น เราดูจากอะไร?</p>
<p>ก่อนอื่นต้องขอเน้นว่า คนที่คิดจะลงทุนโดยวิธีดูปัจจัยพื้นฐานนั้น จะต้องเป็นคนที่มีระยะหวังผลตอบแทนที่ยาวๆ (เป็นปีๆ) เท่านั้น เหตุเพราะ ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทมักเป็นคุณสมบัติที่ติดตัวบริษัทอยู่เป็นเวลานาน ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงง่าย ดังนั้น มันจึงแทบไม่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในระยะสั้นเลย (หรือแม้แต่ผลกำไรในระยะสั้นก็ตาม) ถ้าเราวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของหุ้นตัวหนึ่งว่าดีแล้วเข้าซื้อจากนั้นราคาหุ้นก็ปรับตัวขึ้นได้เลย ส่วนใหญ่แล้วมาจากความบังเอิญแท้ๆ เพราะปัจจัยพื้นฐานที่ดีมักเป็นเรื่องที่เป็นมาก่อนหน้าที่เราจะพิจารณาแล้ว บริษัทไม่รู้หรอกว่า เราเข้ามาซื้อตอนไหน มันจึงไม่จำเป็นต้องขึ้น หลังจากที่เราซื้อเลย</strong></p>
<p>ถ้าใครมีระยะหวังผลสั้น (เช่น &lt;1ปี) ควรใช้วิธีการอย่างอื่น เช่น การเก็งข่าวบริษัท หรือการวิเคราะห์ทางเทคนิค จะได้ผลมากกว่า</p>
<p>การลงทุนที่มีระยะหวังผลแบบยาวนั้น เราไม่ได้มองหาหุ้นที่ &#8220;ซื้อแล้วขึ้นเลย&#8221; แต่เรามองหาหุ้นที่ถ้าสมมติว่า เราซื้อแล้ว&#8221;ซวย&#8221; มันดันเป็นขาลงพอดี มันจะต้องที่มีโอกาสสูงที่ ถ้าหากเราถือต่อไปอีก มันจะกลับมาสูงกว่าเดิมได้อีก หุ้นลักษณะนี้ต่างหากที่น่าสนใจลงทุนในระยะยาว</p>
<p>เมื่อคิดได้อย่างนี้แล้ว เราย่อมคิดได้โดยอัตโนมัติด้วยว่า หุ้นที่เหมาะกับการลงทุนระยะยาวต้องเป็น <strong>หุ้นของกิจการที่มีโอกาสเจ๊งต่ำๆ</strong> <strong>และในเวลาเดียวกัน ก็ต้องมีโอกาสที่กิจการจะเติบโตใหญ่ไปเรื่อยๆในระยะยาวๆด้วย</strong> เพราะกิจการลักษณะนี้ย่อมกลับมาทำกำไรสูงสุดได้อยู่เรื่อยๆ ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสที่ราคาหุ้นจะกลับมาสูงขึ้นอีกได้ใหม่อยู่เรื่อยๆ คุณสมบัติเช่นนี้ช่วยทำให้ผลตอบแทนของเราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาภาวะตลาดในระยะสั้น พวกมันจึงเป็นหุ้นที่ทำให้เราตอบคำถามตัวเองได้ว่า ทำไมเราจะต้องยอมถือพวกมันไว้นานๆแทนที่จะเอาเม็ดเงินไปทำอย่างอื่นด้วย</p>
<p>และปัจจัยที่จะใช้บอกว่าหุ้นมีปัจจัยพื้นฐานดีหรือไม่ ก็ควรเป็นปัจจัยที่ช่วยบ่งชี้ถึงคุณสมบัติที่กล่าวมานี้นั่นเอง ผมลองนั่งนึกดูว่า ที่ผ่านมา เวลาผมตัดสินปัจจัยพื้นฐานของหุ้น ผมมักจะดูจาก 8 ประเด็นนี้เป็นปัจจัยหลัก</p>
<p><strong>1. บริษัทขายสินค้าที่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงบ่อยหรือไม่?</strong></p>
<p>แต่ละอุตสาหกรรมมีวงชีวิตของมันอยู่ อุตสาหกรรมเหล็กมีอายุนับหลายร้อยปี และนานครั้งกว่าที่จะมีความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมนี้ เหล็กก็คือเหล็ก มนุษย์ชาติยังต้องบริโภคเหล็กหน้าตาแบบเดิมๆไปอีกนาน การเปลี่ยนแปลงมักเป็นแบบทีละนิดเล็ก บริษัทปรับตัวตามได้ง่าย ไม่ใช่แบบหน้ามือเป็นหลังมือ ล้างไพ่ใหม่หมด</p>
<p>ในขณะที่ ธุรกิจบันเทิง ต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพราะรสนิยมและสื่อสมัยนิยมเปลี่ยนไปตลอดเวลา ในแง่นี้ ธุรกิจเหล็กย่อมเหมาะกับการลงทุนระยะยาวมากกว่าธุรกิจบันเทิง เพราะธุรกิจของบริษัทมีโอกาสที่จะล้มหายตายจากไปได้ยากกว่า ส่วนธุรกิจบันเทิงนั้น ถ้าเราลงทุนในบริษัทที่เป็นเจ้าของรายการโทรทัศน์หรือเกมยอมฮิตในเวลานั้น ย่อมมีโอกาสน้อยที่บริษัทเดิมจะกลับมาประสบความสำเร็จซ้ำอีกครั้งกับรายการใหม่หรือเกมตัวใหม่ บริษัทที่ผลิตรายการฮิตซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างต่อเนื่องไม่ค่อยจะมี จึงมีเหตุผลน้อยที่เราจะถือมันไว้ในระยะยาวๆ เป็นต้น</p>
<p><strong>2. ลักษณะธุรกิจของบริษัทเป็นแบบ Project-based หรือไม่?</strong></p>
<p>ธุรกิจ Project-based เช่น รับเหมาทำระบบ ประมูลงานเป็นจ๊อบๆ เป็นธุรกิจที่มีความแน่นอนของรายได้ค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าโปรเจ็คมีอายุงานสั้น การได้โปรเจ็คในแต่ละปี ไม่ได้การันตีว่า ปีหน้าจะได้เหมือนเดิม จึงหวังได้น้อยถ้าหากจะถือไว้ในระยะยาวเพื่อให้รายได้เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ต่างกับธุรกิจแบบน้ำซึมบ่อทราย เช่น ขายยาสีฟัน เมื่อใดที่ลูกค้าชอบยี่ห้อของบริษัทแล้ว มีโอกาสสูงที่ลูกค้าจะกลับมาซื้ออีกเป็นประจำ ทำให้รายได้ของบริษัทมีความมั่นคง</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ถ้าหากรายได้ของลูกค้าแต่ละรายคิดเป็นสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับรายได้รวม ธุรกิจ Project-based ก็ไม่ถือว่าน่ากลัว เพราะกฏของความมากช่วยทำให้รายได้รวมของบริษัทมีความแน่นอนได้ ตัวอย่างเช่น ธุรกิจพัฒนาโครงการบ้าน แต่ละโครงการอาจมีลักษณะเป็น Project แต่ถ้าหากแต่ละปีบริษัททำ 40-50 โครงการทุกปี รายได้ของบริษัทก็มีความแน่นอนในระดับหนึ่ง พึงระวังพวกธุรกิจ OEM ที่มีรายได้จากลูกค้ารายใหญ่ที่สุด 10 อันดับแรกคิดเป็นสัดส่วนเกินร้อยละ 50 ของรายได้รวม</p>
<p><strong>3. สินค้าของบริษัท น่าจะมีความต้องการของตลาดสูงขึ้นในอนาคต เร็วกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวมหรือไม่?</strong></p>
<p>ประเด็นนี้มักพิจารณาได้จากเทรนด์หรือไลฟ์สไตล์ของสังคมที่เปลี่ยนไป อาหารแช่แข็งน่าจะเติบโตได้ดีถ้าสังคมมีลักษณะเป็นครอบครัวเดี่ยวและต้องใช้ชีวิตแบบเร่งรีบมากขึ้น ผู้คนในอนาคตน่าจะฟังวิทยุน้อยลง ในขณะที่ใช้อินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือกันมากขึ้น ซื้อหนังสือพิมพ์เป็นเล่มๆน้อยลง ซื้อรถยนต์คันเล็กลง ใช้ไฟฟ้าในสัดส่วนที่มากขึ้นเมื่อเทียบกับน้ำมัน ฯลฯ</p>
<p><strong>4. บริษัทกำลังทำให้รายได้เติบโตได้ด้วยวิธีการใด และอะไรคือเพดานการเติบโตของบริษัท?</strong></p>
<p>การเพิ่มรายได้นั้นมีหลายวิธี เช่น เพิ่มปริมาณการบริโภคของลูกค้าต่อราย เพิ่มจำนวนราย เพิ่มรายการสินค้า เพิ่มเขตการค้า เพิ่มสายธุรกิจ ซื้อกิจการ ฯลฯ วิธีแรกๆนั้นจะมีความเสี่ยงต่ำแต่สร้างการเติบโตได้จำกัด ในขณะที่วิธีหลังๆ จะเติบโตได้เป็นกอบเป็นกำมากกว่า แต่ความเสี่ยงก็สูงกว่าด้วย ลองพิจารณาดูว่า บริษัทกำลังเติบโตด้วยวิธีใด และยังมีวิธีอื่นที่บริษัทยังไม่ได้เริ่มใช้หรือไม่ ถ้ายังมีอีกเยอะ บริษัทก็ยังมี Upside ทางธุรกิจอีกมาก เหมาะกับการลงทุนกับบริษัทในระยะยาว</p>
<p><strong>ทุกธุรกิจจะมีบางสิ่งบางอย่างทำให้เกิด &#8220;เพดาน&#8221; การเติบโตของรายได้เสมอ ทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว การมองให้ออกว่าเพดานรายได้ของธุรกิจนั้นคืออะไรจะช่วยทำให้เราประเมินขนาดของ Upside ของธุรกิจนั้นได้ดีขึ้น</strong></p>
<p>ตัวอย่าง เช่น เพดานของธุรกิจโรงแรมในระยะสั้นคือจำนวนห้องพักทั้งหมด ธุรกิจโรงแรมไม่สามารถโตไปได้อีกเมื่อไรก็ตามที่ห้องพักเต็มแล้ว อย่างมากก็คือการขึ้นค่าห้องพักซึ่งทำได้ค่อนข้างจำกัด ธุรกิจโรงแรมจึงเป็นธุรกิจที่มีเพดานการเติบโตในระยะสั้นที่จำกัดมาก ในระยะยาว ถ้าทำเลของโรงแรมดีขึ้นมาก โรงแรมอาจก่อสร้างตึกเพิ่มเติม ทำให้โตต่อไปได้อีก แต่ก็จะไปติดเพดานที่จำนวนห้องอีกเหมือนเดิมอีก ที่ดินโรงแรมมักจำกัด ขยายได้แค่ระดับหนึ่งเท่านั้น ถ้าจะทำให้โรงแรมโตได้เรื่อยๆในระยะยาว บริษัทจะต้องมีนโยบายเปิดสาขาเท่านั้น Upside ของโรงแรมที่มีการเปิดสาขากับไม่มี จึงไม่เท่ากัน</p>
<p>ธุรกิจการผลิตส่วนมาก มีกำลังการผลิตเป็นเพดานรายได้ในระยะสั้น ถ้าเราลงทุนในบริษัทที่ใช้กำลังการผลิตเต็มอยู่ Upside ในระยะสั้นก็แทบจะไม่มีเหลือแล้ว การขยายกำลังการผลิตจะต้องลงทุนเพิ่ม ทำให้ต้องนำประเด็นเรื่องการเพิ่มทุนมาพิจารณาร่วมด้วยเสมอ</p>
<p><strong>5. ธุรกิจของบริษัทมีอะไรบ้างที่แตกต่างและเป็นข้อได้เปรียบ?</strong></p>
<p><strong>การที่บริษัทจะได้กำไรมากกว่าคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันนั้น บริษัทจะต้องเป็นเจ้าของบางสิ่งบางอย่างที่แตกต่างและสิ่งนั้นสามารถใช้เป็นข้อได้เปรียบในธุรกิจนั้นๆได้ด้วย</strong> ถ้าเรานึกไม่ออกเลย ก็เป็นลางบอกเหตุว่า บริษัทนั้นมีคุณค่าต่ำ ยังไม่ต้องเปิดงบการเงินดูเลยก็ได้ ของแตกต่างที่ว่านี้จะเป็นสินทรัพย์ที่มีตัวตนหรือไม่มีตัวตนก็ได้ ลองนึกออกมาให้หมด <strong>ยิ่งมีมากเท่าไรยิ่งเป็นสัญญาณดี </strong></p>
<p>ตัวอย่างเช่น บริษัทเป็นเจ้าของเทคโนโลยี หรือ know-how ที่คู่แข่งไม่มี บริษัทมีตราสินค้าที่เหนือกว่า บริษัทมีฐานลูกค้ามากกว่าอย่างมีนัยสำคัญทำให้มีข้อได้เปรียบเรื่อง Scale การผลิต สำหรับบ้านเรา การที่บริษัทมีเส้นสายหรือคอนเนกชั่นที่ดี ก็เป็นข้อแตกต่างที่สำคัญมากอย่างหนึ่งด้วย พึงระวังพวกธุรกิจที่มีแค่เครื่องจักรเอามาตั้งแล้วเดินเครื่องเฉยๆ โดยที่เป็นเครื่องจักรที่ใครมีเงินก็ซื้อมาตั้งได้ทั้งนั้น ธุรกิจอย่างนี้ยากมากที่จะทำกำไรได้จริง</p>
<p>ลองเช็คดูข้อได้เปรียบแต่ละอย่างว่า ถ้าคู่แข่งจะเลียนแบบบ้างมันจะยากแค่ไหน ถ้าทำได้ง่ายมาก แสดงว่าข้อได้เปรียบนั้นไม่ดีจริง แต่ถ้าต้องเข็นครกขึ้นภูเขา แสดงว่าข้อได้เปรียบนั้นแข็งแกร่ง <strong>ดูด้วยว่า Key Success Factor หรือ Key Value Driver ของธุรกิจนั้นคืออะไร แล้วข้อได้เปรียบที่บริษัทมีอยู่นั้นเกี่ยวข้องกับ Key เหล่านี้มากน้อยแค่ไหน</strong></p>
<p><strong>6. อุตสาหกรรมของบริษัท เป็นอุตสาหกรรมที่รายใหม่กระโดดเข้าไปได้ง่ายแค่ไหน</strong></p>
<p>พูดง่ายๆก็คือ มี Barrier to Entry ขนาดไหน ธุรกิจควบคุม ธุรกิจสัมปทาน ที่ขอใบอนุญาตใหม่ได้ยากย่อมดีกว่าธุรกิจเสรีทั่วไป ลองดูจำนวนบริษัทที่อยู่ในตลาดปัจจุบันว่ามีมากน้อยแค่ไหน ถ้ามีมากเป็นกองทัพมดเลย ก็น่าเป็นห่วง ถ้ามีแค่ 2-3 เจ้า ทั้งปีทั้งชาติก็มีอยู่แค่นี้ แสดงว่าต้องมีอะไรบางอย่างกันไม่ให้เจ้าใหม่เข้ามาได้ง่ายๆ แบบนี้ดี หรือลองสังเกตว่าคู่แข่งทุกรายกำไรหมด แสดงว่าอุตสาหกรรมนี้ดี เข้ามาได้ก็กำไรแล้ว แต่ถ้าบางรายกำไร บางรายขาดทุน แสดงว่าอุตสาหกรรมนี้ไม่ค่อยดี คนที่จะได้กำไรต้องมีข้อได้เปรียบคู่แข่งเท่านั้น ลองสังเกตด้วยว่า ลูกค้าของธุรกิจนั้นเป็นอย่างไร ถ้าลูกค้าเป็นรายเล็กๆจำนวนมากๆ บริษัทย่อมมีอำนาจต่อรองกับลูกค้าสูง เป็นสัญญาณดีอีกเช่นกัน</p>
<p><strong>7. ฐานะทางการเงินของบริษัทเป็นอย่างไร?</strong></p>
<p>อันนี้พิจารณาได้จากงบดุลเป็นหลัก ดูว่า ROA เฉลี่ยในรอบหลายๆปีสูงหรือต่ำ สัดส่วนหนี้สินต่อทุนสูงหรือไม่เมื่อเทียบกับคู่แข่งที่ทำธุรกิจเดียวกัน <strong>การมีหนี้ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะช่วยประหยัดภาษีได้ ต้องมีหนี้มากผิดปกติเท่านั้นที่เป็นสัญญาณอันตราย</strong> ที่จริงแล้ว เราอยากลงทุนกับบริษัทที่โตพอสมควรโดยไม่ต้องอาศัยหนี้มากๆ เพราะจะเติบโตได้อย่างยั่งยืนมากกว่าพวกที่โตได้เยอะๆในระยะสั้น แต่แบกหนี้สูงไว้ตลอดเวลา พร้อมจะประสบปัญหาสภาพคล่องถ้าเศรษฐกิจสะดุด</p>
<p>นักธุรกิจที่ทำธุรกิจแบบรอบคอบนั้นจะเหลือ Lending Capacity เอาไว้ส่วนหนึ่งเสมอ เพื่อเวลาโอกาสในการลงทุนใหม่มาถึง บริษัทจะสามารถขยับตัวขอกู้เงินมาลงทุนเพิ่มได้ทันที บริษัทที่ขอกู้จนสุดขีดตลอดเวลา บ่งบอกถึงอุปนิสัยของผู้บริหาร และมีความเสี่ยงสูงที่จะประกาศเพิ่มทุนในอนาคตอันใกล้</p>
<p><strong>8. บุคลิกขององค์กรเป็นอย่างไร</strong></p>
<p>ทุกองค์กรจะมีบุคลิกประจำตัว ถ้าหากเราสัมผัสกับองค์กรนานพอ เราจะรู้ ถ้าเป็นองค์กรเล็ก บุคลิกจะขึ้นอยู่กับผู้บริหารค่อนข้างมาก ส่วนถ้าเป็นองค์กรใหญ่ บุคลิกจะขึ้นอยู่กับ Corporate Culture</p>
<p>ลองพิจารณาดูว่าบริษัทมีบุคลิกแบบ entrepreneurial หรือ bureaucrat มากกว่ากัน บริษัทที่จะเติบโตได้ดีควรมีวัฒนธรรมเป็นแบบแรกมากกว่า บริษัทยังแสวงหาการเติบโตอยู่เรื่อยๆ หรือว่าอยู่ในโหมดประคองตัว จ่ายเงินเดือน จ่ายปันผล ไปเรื่อยๆก็พอ แต่ละปีบริษัทมีอะไรใหม่ออกมาให้เห็นบ้าง หรือว่าไม่มีเลย โปรเจ็คเพิ่มรายได้ของปีนี้คืออะไร บริษัทตั้งเป้าหมายไว้ว่าอะไร ที่สำคัญ <strong>ลอง track อดีตว่า บริษัทเคยตั้งเป้าหมายไว้แล้วสามารถทำได้ใกล้เคียงบ่อยแค่ไหน การตรวจสอบผลงานในอดีตเป็นวิธีที่ดีกว่าการใช้ความรู้สึกตัดสินผู้บริหาร หรือฟังข่าวลือต่างๆ ที่สำคัญ ขนาดของหุ้นไม่ได้บ่งบอกวัฒนธรรมหรือโอกาสในการเติบโต</strong></p>
<p>8 ประเด็นนี้ แม้จะไม่ได้ลงลึกมากนัก ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว สำหรับการลงทุนแบบที่มีการกระจายความเสี่ยงร่วมด้วย ไม่จำเป็นที่จะต้องหาหุ้นที่ได้ A+ ในประเด็นเหล่านี้ทุกประเด็น เพราะเป็นไปไม่ได้ ถ้าเราลงทุนในบริษัทที่ได้ B+ ในประเด็นเหล่านี้สัก 4-6 บริษัท กลับจะดีกว่า bet กับบริษัท A+ แค่เพียงแค่ 1-2 บริษัท เพราะยังไงเราก็ต้องเผื่อความผิดพลาดในการมองของตัวเราเองด้วยเสมอ จึงควรอาศัยภาพรวมของพอร์ตมากกว่าการพึ่งพาหุ้นเด็ดตัวใดตัวหนึ่งแค่ตัวเดียว</p>
<p>ที่สำคัญ ไม่ใช่วิเคราะห์แล้วซื้อทันที แต่ควรคัดหุ้นที่เข้าตาเก็บไว้ใน Watch List ของเราไว้ แล้วรอซื้อเมื่อมันมีราคาที่ไม่แพงจนเกินไป <strong>ถ้าทำได้อย่างนี้ เราก็จะสามารถสร้างพอร์ตลงทุนระยะยาวที่มีคุณภาพให้กับตัวเองได้แล้วล่ะครับ</strong></p>
<p><strong>Evaluating a Business</strong></p>
<p><strong>นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์</strong></p>
<p><strong>Friday, 26 March 2010</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sarut-homesite.net/evaluating-a-business-%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%ac%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Diversity Breakdown : นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์</title>
		<link>http://sarut-homesite.net/diversity-breakdown-%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%ac%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://sarut-homesite.net/diversity-breakdown-%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%ac%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 15 Apr 2010 04:34:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8383</guid>
		<description><![CDATA[Solomon Asch นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเยล ทำการทดลองหนึ่งโดยแบ่งคนออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละแปดคน (ในทุกกลุ่ม เจ็ดคนเป็น “หน้าม้า” มีแค่คนเดียวเท่านั้นที่เป็นอาสาสมัครตัวจริง) โดยให้ตอบคำถามที่ง่ายมากๆ เช่น ในภาพข้างต้น กราฟแท่งไหนยาวที่สุด? ในการตอบคำถามแต่ละครั้ง สมาชิกทุกคนในกลุ่มจะต้องขานคำตอบของตัวเองดังๆ ให้คนที่เหลือฟังด้วยเสมอ ในคำถามแรกๆ หน้าม้าทุกคนเลือกคำตอบที่ถูกต้อง ผลปรากฏว่า อาสาสมัครก็เลือกคำตอบได้ถูกต้องด้วย แต่ในคำถามท้ายๆ หน้าม้าถูกนัดแนะให้พร้อมใจกันเลือกคำตอบที่ผิดเหมือนกันทุกคน ผลปรากฏว่า มีอาสาสมัครมากถึง 35% ที่เลือกคำตอบที่ผิดตามหน้าม้าไปด้วย การทดลองนี้พิสูจน์ว่า การตัดสินใจของเราจะได้รับอิทธิพลจากคนอื่นสูงมาก (แม้แต่ในเรื่องที่ง่ายมากๆก็ตาม) ยิ่งถ้าเป็นเรื่องที่ไม่ใช่แค่ขาวกับดำ คนอื่นจะยิ่งมีอิทธิพลต่อวิจารณญาณของเรามากเป็นพิเศษ และหนึ่งในนั้นก็คือเรื่องการลงทุนนั่นเอง เรื่องนี้นับว่าเป็นจุดอ่อนการลงทุนที่กำจัดได้ยากมาก ผมเองเป็นคนที่มีบุคลิกที่ค่อนข้างจะเป็น contrarian อยู่แล้วยังรู้สึกว่ายากเลย เวลาที่ผมค้นพบหุ้นดีๆสักตัวหนึ่ง แต่ถ้าคนรอบข้างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่ดี ผมก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวั่นไหวไปด้วย และทำให้พลาดโอกาสที่จะทำกำไรได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเมื่อสามารถมองหุ้นตัวนั้นได้อย่างถูกต้อง และการรับฟังความเห็นของผู้อื่น กับการเชื่อคนอื่นเพราะชอบทำอะไรตามๆกันนั้น เป็นอะไรที่แตกต่างกันเพียงแค่เส้นบางๆเท่านั้น ผมว่าเป็นเพราะนักลงทุนในตลาด มีแนวโน้มอยู่แล้วที่จะเชื่ออะไรตามๆกัน นี่แหละที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นต้องมีฟองสบู่เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ และจะไม่มีวันหมดไปตราบใดที่ตลาดหุ้นยังประกอบด้วยหน่วยเล็กๆที่เรียกว่าปุถุชนอยู่ บางทีก็เป็นฟองสบู่หุ้นรายตัว บางทีก็เป็นฟองสบู่ทั้งดัชนี ผมสังเกตว่า ณ เวลาหนึ่งๆ ในตลาดหุ้นมักมีหุ้นประมาณ 3-4 ตัว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/04/chart.png"><img class="alignnone size-full wp-image-8384" title="chart" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/04/chart.png" alt="" width="100" height="100" /></a></p>
<p><strong>Solomon Asch นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเยล ทำการทดลองหนึ่งโดยแบ่งคนออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละแปดคน (ในทุกกลุ่ม เจ็ดคนเป็น “หน้าม้า” มีแค่คนเดียวเท่านั้นที่เป็นอาสาสมัครตัวจริง) โดยให้ตอบคำถามที่ง่ายมากๆ เช่น ในภาพข้างต้น กราฟแท่งไหนยาวที่สุด? ในการตอบคำถามแต่ละครั้ง สมาชิกทุกคนในกลุ่มจะต้องขานคำตอบของตัวเองดังๆ ให้คนที่เหลือฟังด้วยเสมอ</strong></p>
<p>ในคำถามแรกๆ หน้าม้าทุกคนเลือกคำตอบที่ถูกต้อง ผลปรากฏว่า อาสาสมัครก็เลือกคำตอบได้ถูกต้องด้วย แต่ในคำถามท้ายๆ หน้าม้าถูกนัดแนะให้พร้อมใจกันเลือกคำตอบที่ผิดเหมือนกันทุกคน ผลปรากฏว่า มีอาสาสมัครมากถึง 35% ที่เลือกคำตอบที่ผิดตามหน้าม้าไปด้วย <strong>การทดลองนี้พิสูจน์ว่า การตัดสินใจของเราจะได้รับอิทธิพลจากคนอื่นสูงมาก (แม้แต่ในเรื่องที่ง่ายมากๆก็ตาม) ยิ่งถ้าเป็นเรื่องที่ไม่ใช่แค่ขาวกับดำ คนอื่นจะยิ่งมีอิทธิพลต่อวิจารณญาณของเรามากเป็นพิเศษ และหนึ่งในนั้นก็คือเรื่องการลงทุนนั่นเอง</strong></p>
<p><strong>เรื่องนี้นับว่าเป็นจุดอ่อนการลงทุนที่กำจัดได้ยากมาก</strong> ผมเองเป็นคนที่มีบุคลิกที่ค่อนข้างจะเป็น contrarian อยู่แล้วยังรู้สึกว่ายากเลย เวลาที่ผมค้นพบหุ้นดีๆสักตัวหนึ่ง แต่ถ้าคนรอบข้างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่ดี ผมก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวั่นไหวไปด้วย และทำให้พลาดโอกาสที่จะทำกำไรได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเมื่อสามารถมองหุ้นตัวนั้นได้อย่างถูกต้อง <strong>และการรับฟังความเห็นของผู้อื่น กับการเชื่อคนอื่นเพราะชอบทำอะไรตามๆกันนั้น เป็นอะไรที่แตกต่างกันเพียงแค่เส้นบางๆเท่านั้น</strong></p>
<p>ผมว่าเป็นเพราะนักลงทุนในตลาด มีแนวโน้มอยู่แล้วที่จะเชื่ออะไรตามๆกัน นี่แหละที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นต้องมีฟองสบู่เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ และจะไม่มีวันหมดไปตราบใดที่ตลาดหุ้นยังประกอบด้วยหน่วยเล็กๆที่เรียกว่าปุถุชนอยู่ บางทีก็เป็นฟองสบู่หุ้นรายตัว บางทีก็เป็นฟองสบู่ทั้งดัชนี</p>
<p><strong>ผมสังเกตว่า ณ เวลาหนึ่งๆ ในตลาดหุ้นมักมีหุ้นประมาณ 3-4 ตัว ที่เป็น Talk of the Town</strong> คือไม่ว่าไปที่ไหนทุกคนก็จะเชียร์แต่หุ้น 3-4 ตัวนี้ โดยให้เหตุผลที่ฟังดูเหมือนๆกันมาก ไม่ค่อยมีความเห็นแตกต่าง และราคาของหุ้น 3-4 ตัวนี้ ก็มักจะทะยานขึ้นมาได้อย่างน่าตกใจ และพอเวลาผ่านไป หุ้น Talk of the Town ก็มักจะเปลี่ยนหน้าไปเป็นหุ้นชุดใหม่ เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ซึ่งหุ้น Talk of the Town แต่ละยุคก็มักจะมี Story ที่น่าสนใจในช่วงเหล่านั้นอยู่จริงๆ <strong>แต่พฤติกรรมเชื่ออะไรตามๆกันได้ช่วยขยายผลให้ราคาหุ้นสามารถปรับตัวขึ้นไปได้มากกว่าเหตุผลที่แท้จริงของมันหลายเท่าตัว</strong></p>
<p><strong>แนวความคิดที่แตกต่างหลากหลาย เป็นกลไกตลาดอย่างหนึ่งที่ช่วยรักษาเสถียรภาพของตลาดไว้ได้ โดยที่นักลงทุนทุกคนในตลาดไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล เพราะความเห็นที่แตกต่างจะคอย offset กันเอง</strong> (บางคน bullish เกินไป บางคน bearish เกินไป การซื้อขายของคนสองกลุ่มนี้จะหักล้างกัน) แต่เมื่อไรก็ตามที่ความเห็นแตกต่างหายไปจากตลาดเพราะทุกคน shutdown สมองของตัวเอง แล้วหันมาทำอะไรตามๆกันไป (diversity breakdown) กลไกอันนี้จะไม่ทำงาน และ booms กับ bursts ก็จะเกิดขึ้น</p>
<p>ดังนั้นที่จริงแล้ว การรณรงค์ให้นักลงทุนทุกคนในตลาดใช้หลักการลงทุนเดียวกันหมด (เช่น รณรงค์ให้นักลงทุนทุกคนหันมาลงทุนระยะยาว) ไม่ว่าหลักการลงทุนนั้นจะดีหรือไม่ กลับไม่ใช่เรื่องที่ดี เพราะเป็นการทำลายความเห็นต่าง ซึ่งเป็นกลไกที่สำคัญในการรักษาเสถียรภาพให้กับตลาด (ถ้านักลงทุนทุกคนมองยาวเหมือนกันหมด หุ้นจะแพงเกินไปในระยะยาว และถูกเกินไปในระยะสั้น)</p>
<p>ตลาดที่ดีควรมีนักลงทุนหลายๆประเภทอยู่ด้วยกัน (Growth vs.Value, Short-term vs.Long-term, Momentum vs.Contrarian, Long vs.Short) เพื่อคอยถ่วงดุลกันไว้ ตลาดควรส่งเสริมนักลงทุนทุกแนวอย่างเท่าเทียมกัน (ยกเว้นแนวทางที่ผิดกฏหมาย) มากกว่าที่จะ prefer แนวทางใดแนวทางหนึ่งมากกว่าแนวทางอื่น แนวการลงทุนต้องเป็นไปแบบเสรี <strong>ใครคิดว่าวิธีไหนเด็ดสุดก็ขุดเอามาใช้ให้เต็มที่ ตลาดจะพลอยได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากความพยายามแบบสุดๆ ในการสร้างผลตอบแทนของนักลงทุนแต่ละคนมากที่สุด</strong></p>
<p><strong>Diversity Breakdown<br />
นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์</strong></p>
<p><a href="http://dekisugi.net/2010/04/0269/" target="_blank">http://dekisugi.net/2010/04/0269/</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sarut-homesite.net/diversity-breakdown-%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%ac%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Anchoring : นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์</title>
		<link>http://sarut-homesite.net/anchoring-%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%ac%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95/</link>
		<comments>http://sarut-homesite.net/anchoring-%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%ac%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 24 Mar 2010 03:23:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[Anchoring]]></category>
		<category><![CDATA[นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8337</guid>
		<description><![CDATA[ในการทดลองหนึ่ง ที่ให้กลุ่มตัวอย่างแย่งกันประมูลไวน์ขวดหนึ่ง ในใบเขียนราคา ให้กลุ่มตัวอย่างเขียนเลขสองหลักสุดท้ายของหมายเลขบัตรประกันสังคมของตัวเองก่อน จากนั้น จึงค่อยกรอกราคาที่ต้องการซื้อไวน์ขวดนั้น ผลปรากฏว่า กลุ่มคนที่มีเลขสองหลักสุดท้ายอยู่ระหว่าง 50-99 จะเสนอราคาสูงกว่ากลุ่มคนที่มีเลขสองหลักสุดท้ายระหว่าง 00-49 อย่างน้อย 60% โดยเฉลี่ยซึ่งเป็นเรื่องที่ประหลาด เพราะเลขบัตรประกันสังคมไม่น่าจะเกี่ยวข้องอะไรเลยกับการตีราคาไวน์ของแต่ละคน การทดลองนี้ชี้ให้เห็นข้อบกพร่องอย่างหนึ่งในการตัดสินใจของมนุษย์ ที่เรียกว่า Anchoring เวลาที่เราต้องตัดสินใจอะไรอย่างหนึ่งที่เรามีความรู้ความเชี่ยวชาญน้อยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตีมูลค่าสินทรัพย์ เช่น ไวน์ เป็นต้น สมองของเราจะพยายามหาอะไรสักอย่างหนึ่งเป็นจุดอ้างอิง (Anchor) เพื่อช่วยให้ตอบคำถามนั้นให้ได้ ทั้งที่สิ่งนั้นอาจเกี่ยวข้องอยู่บ้างหรือไม่เกี่ยวข้องเลยก็ได้ พวกนายหน้าอสังหาริมทรัพย์รู้จักจุดบกพร่องนี้ดี เวลาพวกเขาต้องการจะขายบ้านหลังหนึ่งให้ได้ในราคาดี เทคนิคของพวกเขาคือจะพาลูกค้า(เหยื่อ)ไปดูบ้านหลังอื่นก่อนที่แย่กว่า แต่ตั้งราคาไว้แพงมากสักสองสามหลัง จากนั้นจึงค่อยพาลูกค้าไปดูบ้านหลังที่อยากขาย แล้วเสนอราคาขายที่สูง แต่เป็นราคาที่คุ้มกว่าราคาของบ้านหลังแรกๆ (Anchor) เป็นอย่างมาก วิธีนี้ช่วยจะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าราคานั้นเป็น Good Deal ได้มากกว่าการพาลูกค้าไปดูบ้านหลังนั้นแค่หลังเดียว แล้วเสนอราคาเดียวกันนั้นให้กับลูกค้า เป็นเรื่องยากมากที่คนทั่วไปจะตีราคาบ้านหลังหนึ่งได้อย่างถูกต้อง คนทั่วไปจึงต้องหาอะไรสักอย่างเป็น Anchor การพาลูกค้าไปดูบ้านที่ทั้งห่วยและแพงกว่าก่อน เป็นการสร้าง Anchor ให้กับลูกค้า (ในทางที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ขาย) ผมว่า Anchoring เป็นปรากฏการณ์ที่มีผลอย่างมากต่อความคิดของนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เหมือนกัน อันที่จริง การตีมูลค่าที่เหมาะสมของสินทรัพย์อย่างธุรกิจหรือหุ้นนั้นยากยิ่งกว่าอสังหาริมทรัพย์เสียอีก นักลงทุนจึงยิ่งต้องหา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/03/stock-price.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8338" title="stock-price" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/03/stock-price-300x226.jpg" alt="" width="300" height="226" /></a></p>
<p>ในการทดลองหนึ่ง ที่ให้กลุ่มตัวอย่างแย่งกันประมูลไวน์ขวดหนึ่ง ในใบเขียนราคา ให้กลุ่มตัวอย่างเขียนเลขสองหลักสุดท้ายของหมายเลขบัตรประกันสังคมของตัวเองก่อน จากนั้น จึงค่อยกรอกราคาที่ต้องการซื้อไวน์ขวดนั้น ผลปรากฏว่า กลุ่มคนที่มีเลขสองหลักสุดท้ายอยู่ระหว่าง 50-99 จะเสนอราคาสูงกว่ากลุ่มคนที่มีเลขสองหลักสุดท้ายระหว่าง 00-49 อย่างน้อย 60% โดยเฉลี่ยซึ่งเป็นเรื่องที่ประหลาด เพราะเลขบัตรประกันสังคมไม่น่าจะเกี่ยวข้องอะไรเลยกับการตีราคาไวน์ของแต่ละคน</p>
<p><strong>การทดลองนี้ชี้ให้เห็นข้อบกพร่องอย่างหนึ่งในการตัดสินใจของมนุษย์ ที่เรียกว่า Anchoring เวลาที่เราต้องตัดสินใจอะไรอย่างหนึ่งที่เรามีความรู้ความเชี่ยวชาญน้อยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตีมูลค่าสินทรัพย์ เช่น ไวน์ เป็นต้น สมองของเราจะพยายามหาอะไรสักอย่างหนึ่งเป็นจุดอ้างอิง (Anchor) เพื่อช่วยให้ตอบคำถามนั้นให้ได้ ทั้งที่สิ่งนั้นอาจเกี่ยวข้องอยู่บ้างหรือไม่เกี่ยวข้องเลยก็ได้ </strong></p>
<p><strong>พวกนายหน้าอสังหาริมทรัพย์รู้จักจุดบกพร่องนี้ดี</strong> เวลาพวกเขาต้องการจะขายบ้านหลังหนึ่งให้ได้ในราคาดี เทคนิคของพวกเขาคือจะพาลูกค้า(เหยื่อ)ไปดูบ้านหลังอื่นก่อนที่แย่กว่า แต่ตั้งราคาไว้แพงมากสักสองสามหลัง จากนั้นจึงค่อยพาลูกค้าไปดูบ้านหลังที่อยากขาย แล้วเสนอราคาขายที่สูง แต่เป็นราคาที่คุ้มกว่าราคาของบ้านหลังแรกๆ (Anchor) เป็นอย่างมาก วิธีนี้ช่วยจะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าราคานั้นเป็น Good Deal ได้มากกว่าการพาลูกค้าไปดูบ้านหลังนั้นแค่หลังเดียว แล้วเสนอราคาเดียวกันนั้นให้กับลูกค้า</p>
<p>เป็นเรื่องยากมากที่คนทั่วไปจะตีราคาบ้านหลังหนึ่งได้อย่างถูกต้อง คนทั่วไปจึงต้องหาอะไรสักอย่างเป็น Anchor การพาลูกค้าไปดูบ้านที่ทั้งห่วยและแพงกว่าก่อน เป็นการสร้าง Anchor ให้กับลูกค้า (ในทางที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ขาย)</p>
<p><strong>ผมว่า Anchoring เป็นปรากฏการณ์ที่มีผลอย่างมากต่อความคิดของนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เหมือนกัน อันที่จริง การตีมูลค่าที่เหมาะสมของสินทรัพย์อย่างธุรกิจหรือหุ้นนั้นยากยิ่งกว่าอสังหาริมทรัพย์เสียอีก นักลงทุนจึงยิ่งต้องหา Anchor ในการอ้างอิง และผมสังเกตว่า Anchor ส่วนใหญ่ของนักลงทุนก็คือ &#8220;ราคาหุ้นในช่วงล่าสุดที่ผ่านมา&#8221; นั่นเอง</strong></p>
<p>หุ้นตัวหนึ่งที่ราคาแกว่งตัวอยู่ในช่วงที่แคบมาก เช่น 10.0-10.3 บาท มาเป็นเวลานานเช่นหกเดือน ถ้าวันหนึ่งมันมีราคากระชากขึ้นไป 11 บาท ทันทีในวันเดียว ปฏิกิริยาแรกของเราก็คือ เราจะไม่กล้าซื้อที่ราคา 11 บาท เพราะเราจะรู้สึกว่ามันแพง (เคยซื้อกันได้ที่ 10 บาท จะซื้อที่ 11 บาททำไมกัน) ความที่เราไม่มองไม่ออกว่ามูลค่าที่เหมาะสมของธุรกิจควรเป็นเท่าไร <strong>เราจึงใช้ราคาปัจจุบันเป็นจุดอ้างอิงโดยไม่รู้ตัว </strong></p>
<p>หลังจากวันนั้นถ้าราคายังไม่หยุดทะยานต่อ 12 13 14 15 16 อย่างรวดเร็วภายในเวลาแค่สองสัปดาห์ ตอนนี้ไม่เพียงแต่เราเองจะไม่กล้าซื้อแต่เราจะเริ่มรู้สึกโกรธตลาดหุ้นด้วย เราจะคิดในใจว่า ทำไมในตลาดหุ้นถึงได้มีแต่คนที่ชอบเก็งกำไรเต็มไปหมด ซื้อกันเข้าไปได้ยังไงที่ราคา 16 บาท ฟองสบู่แล้ว แล้วหลังจากนั้นหุ้นตัวนั้นก็ทะยานขึ้นต่อไปอีกเป็น 25 บาท (ซึ่งคุณก็ไม่ซื้ออยู่ดี)</p>
<p>แต่หลังจากนั้นสักพัก ถ้าหุ้นตัวนั้นสามารถยืนอยู่แถว 25 บาทได้ เช่น แกว่งอยู่ระหว่าง 24-26 บาทเป็นเวลานานมากเช่น 6 เดือน จนความฮือฮาเริ่มหายไปกลายเป็นความเคยชินเข้ามาแทนที่ ตอนนี้เราจะค่อยๆลืมความเห็นของตัวเองที่เคยคิดว่า หุ้นตัวนั้นแพงมากที่ราคา 11 บาท แต่อาจเปลี่ยนมาบอกตัวเองว่า แหม ถ้าหุ้นตัวนี้ลงมาเหลือสัก 20 หรือ 21 บาทได้ในเร็วๆนี้ เราจะขอช้อนซื้อซะหน่อย <strong>นั่นก็เป็นเพราะว่า เมื่อเวลาผ่านไปได้สักพักหนึ่ง คุณได้ปรับ Anchor ของคุณใหม่แล้ว จาก 11 บาท กลายเป็น 25 บาทนั่นเอง คุณจึงรู้สึกว่าราคาที่ 20 บาทเป็นราคาที่ไม่แพง</strong></p>
<p>บ่อยครั้งเมื่อดัชนีตกแรงๆในวันเดียว เช่น 5% คนจำนวนมากจะเกิดความรู้สึกว่าหุ้นถูกมากเสมอ แม้ว่าดัชนีในตอนนั้นจะสูงมากแค่ไหนก็ตาม แม้แต่ 1700 จุด ถ้าตกวันเดียวเหลือแค่ 1600 จุด ความรู้สึกว่าหุ้นถูกมากจะเกิดขึ้นทันที ตามเว็บบอร์ดหุ้นต่างๆ จะมีคนออกมาโพสต์ว่าโอ้โหหุ้นถูกมากๆๆๆๆ แล้วกรูเข้าไปเก็บกันใหญ่ แต่ในความเป็นจริง เวลาที่ตลาดหุ้นจะตกลง 30% นั้น มันจะเริ่มต้นจากการตก 5% ก่อนเสมอ ถ้าเราชอบรู้สึกว่าหุ้นถูกทุกครั้งที่หุ้นตก 5% ในวันเดียว เราจะกลายเป็นคนหนึ่งในคนที่ขาดทุนหนักเสมอในการ Crash ทุกครั้ง ในทางตรงกันข้าม ถ้า SET อยู่ที่ 200 จุด แล้วกลายเป็น 250 จุดในเวลาแค่สองวัน ความรู้สึกว่าหุ้นแพงมากก็จะมาทันทีด้วย (อันนี้ไม่เกี่ยวกับว่า จริงๆ แล้ว SET ในเวลานั้นๆ ควรมีราคาเหมาะสมเป็นเท่าไร เพราะไม่ว่าจะเป็นเท่าไร ความรู้สึกนี้ก็จะเกิดขึ้นเสมอ) สมัยก่อนนี้ หุ้น ITV ซึ่งลงมาเรื่อยๆ จาก 30 บาทเหลือแค่ไม่กี่สตางค์นั้น ตลอดทางที่มันลงมา 30&gt;25&gt;16&gt;10&gt;6&gt;2&gt;0.5 จน worthless ในที่สุดนั้น วันที่มันตกแรงๆ มากเป็นพิเศษทุกวันจะมีคนออกมาพูดว่า มันถูกมากๆ ไม่ว่าวันนั้นจะอยู่ที่ราคาเท่าไรก็ตาม</p>
<p><strong>คนที่เล่นหุ้นโดยวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเพื่อหามูลค่าหุ้นที่เหมาะสม ก็ไม่ได้แปลว่าจะรอดจากอิทธิพลของ Anchoring เสมอไป Anchoring คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เวลาเราวัดมูลค่าหุ้นเสร็จแล้ว หากพบว่าค่าที่ได้ต่างจากราคาหุ้นในปัจจุบันอย่างมากมาย เราจะเกิดความไม่แน่ใจ และกลับไปแก้ไขสมมติฐานต่างๆใหม่ เพราะเกิดความรู้สึกว่าเราคิดผิดรึเปล่า คนที่มีพฤติกรรมแบบนี้ ไม่ต้องวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานก็ได้ เพราะทำไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเมื่อใดที่เขาเจอหุ้นที่วัดมูลค่าได้ต่ำกว่า ราคาตลาดมากๆ เขาก็ไม่กล้าซื้ออยู่ดีเพราะไม่กล้าเชื่อการวิเคราะห์ของตัวเอง </strong></p>
<p>ในตลาดมีหุ้นจำนวนนับไม่ถ้วน ที่ทุกวันนี้ มันมีราคาสูงกว่าตอน IPO เมื่อหลายสิบปีก่อนหลายๆเท่าตัว และไม่เคยลดลงไปเท่ากับ IPO เลย แม้ตลาดหุ้นจะตกแรงแค่ไหน นั่นแสดงว่า <strong>บริษัทที่มีธุรกิจที่ดีมีโอกาสเติบโตได้ต่อเนื่อง ในระยะยาวราคาหุ้นก็สามารถขยับขึ้นไปเรื่อยๆได้ ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แล้วทำไมเราจึงคิดว่า หุ้นแพงเกินไปเสมอเมื่อหุ้นนั้นมีราคาต่างจากที่มันเคยเป็น ที่จริงแล้วราคาหุ้นมันก็เคลื่อนไหวไปข้างหน้าเรื่อยๆ ตามปัจจัยใหม่ๆที่เข้ามากระทบมัน มันไม่เคยสนใจหรือจำได้หรอกว่ามันเคยอยู่ที่ราคาเท่าไรมาก่อน เราเองต่างหากที่ไปคิดว่าราคาหุ้นที่มีเหตุผลจะต้องเป็นราคาที่ใกล้เคียงกับค่าเดิมเท่านั้น</strong></p>
<p><strong>คนที่ลงทุนด้วยวิธีปัจจัยพื้นฐานควรสังเกตตัวเองดูว่า เราติดกับ Anchoring อยู่รึเปล่า</strong> ราคาตลาดในปัจจุบันมีอิทธิพลต่อความคิดเกี่ยวกับมูลค่าหุ้นที่เหมาะสมของเราหรือไม่ บางคนมักรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่า ถ้าหุ้นแทบทุกตัวในตลาดตอนนี้ ถูกลงได้อีกสัก 10% จะน่าซื้อทั้งนั้น แล้วพอดัชนีขยับขึ้นไปอีก 10% ก็เปลี่ยนมารู้สึกว่า หุ้นทุกตัวแพงไป 10% อีก ถ้าตกลงมาอีก 10% ค่อยซื้อ แบบนี้ไปเรื่อยๆเช่นนี้น่าสงสัยได้เลยว่า คุณกำลังตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ Anchoring อยู่</p>
<p>คนที่เป็นอิสระจาก Anchoring ได้ ณ เวลาหนึ่งๆ ต้องมองเห็นหุ้นแต่ละตัวถูกหรือแพงไม่เหมือนกัน เช่น เขาอาจมองว่าหุ้น ABC ต่อให้ลงมาอีก 80% ก็ยังแพงอยู่ ส่วนหุ้น DEF ถ้าลงมาอีกแค่ 10% ก็ซื้อได้แล้ว ในขณะที่หุ้น GHI ต่อให้แพงกว่านี้อีก 30% ก็ยังซื้อได้ เป็นต้น เพราะนั่นแสดงว่า ความเห็นของเขาเกี่ยวกับมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นแต่ละตัว ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาตลาดในปัจจุบันเลยแม้แต่น้อย</p>
<p><strong>Anchoring</strong></p>
<p><strong>นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์<br />
Thursday, 11 February 2010</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sarut-homesite.net/anchoring-%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%ac%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8216;นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์&#8217; พลิกตำราหา &#8216;มูลค่าหุ้น&#8217; ตะแกรงร่อน &#8220;ของดี ราคาถูก&#8221; : นาฏยา ปานเฟือง</title>
		<link>http://sarut-homesite.net/%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%ac%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c/</link>
		<comments>http://sarut-homesite.net/%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%ac%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 19 Jan 2010 04:57:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>
		<category><![CDATA[นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์]]></category>
		<category><![CDATA[นาฏยา ปานเฟือง]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8234</guid>
		<description><![CDATA[นักลงทุนส่วนใหญ่มักซื้อหุ้น เพราะเห็น &#8220;ราคา&#8221; วิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ก็จะเข้าซื้อตาม วิธีนี้ทำให้ &#8220;ขาดทุน&#8221; ได้ง่าย เพราะไม่รู้ว่า &#8220;มูลค่าหุ้น&#8221; ที่แท้จริงของหุ้นเป็นเท่าไร เป็นเพียงการตัดสินใจ ซื้อ หรือ ขาย ตามอารมณ์ของตลาดที่พาไป การค้นหา &#8220;มูลค่าหุ้น&#8221; จึงจำเป็นสำหรับผู้ลงทุน เพราะจะทำให้เรารู้ว่า เมื่อไรควร &#8220;ซื้อ&#8221; และเมื่อไรควร &#8220;ขาย&#8221; ถึงจะได้กำไรที่ดีที่สุด.. &#8220;นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์&#8221; หรือนามแฝง &#8220;สุมาอี้&#8221; นักลงทุนรายย่อยแนวลงทุนหุ้นมูลค่า และผู้เขียนหนังสือ &#8220;วัดมูลค่าหุ้น ด้วยตัวคุณเอง&#8221; ตลอดจนผู้เขียนหนังสือ &#8220;ทฤษฎีเกม&#8221; (Game Theory) บอกว่า นักลงทุนที่ลงทุนโดยอาศัยการวัดมูลค่าหุ้น จะไม่ยอมซื้อหุ้นที่มีราคาในกระดาน &#8220;สูงกว่า&#8221; มูลค่าหุ้นที่ประเมินได้เด็ดขาด ไม่ว่าหุ้นนั้นจะมีปัจจัยพื้นฐานดีเพียงใดก็ตาม การลงทุนด้วยวิธีนี้ &#8220;ต่างจาก&#8221; การเก็งกำไรหุ้นอย่างสิ้นเชิง เพราะการเก็งกำไรจะเป็นการหากำไรจากการ &#8220;คาดเดา&#8221; ทิศทางของราคาเป็นหลักเท่านั้น ดังนั้น หุ้นที่ดีจึงอาจไม่ใช่หุ้นที่ดีก็ได้ ถ้าหากราคาหุ้นสูงเกินไป นักลงทุนเอกของโลกที่ประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่จะไม่ซื้อหุ้นที่มีราคาสูงเกินกว่าราคาที่พวกเขาคิดว่าเป็นมูลค่าที่เหมาะสมของหุ้นตัวนั้น ไม่ว่าหุ้นนั้นจะเป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีเพียงใด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/01/roi_return_on_investment_analysis.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8235" title="roi_return_on_investment_analysis" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/01/roi_return_on_investment_analysis-300x249.jpg" alt="" width="300" height="249" /></a><br />
นักลงทุนส่วนใหญ่มักซื้อหุ้น เพราะเห็น &#8220;ราคา&#8221; วิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ก็จะเข้าซื้อตาม</p>
<p>วิธีนี้ทำให้ &#8220;ขาดทุน&#8221; ได้ง่าย เพราะไม่รู้ว่า &#8220;มูลค่าหุ้น&#8221; ที่แท้จริงของหุ้นเป็นเท่าไร เป็นเพียงการตัดสินใจ ซื้อ หรือ ขาย ตามอารมณ์ของตลาดที่พาไป</p>
<p><strong>การค้นหา &#8220;มูลค่าหุ้น&#8221; จึงจำเป็นสำหรับผู้ลงทุน เพราะจะทำให้เรารู้ว่า เมื่อไรควร &#8220;ซื้อ&#8221; และเมื่อไรควร &#8220;ขาย&#8221; ถึงจะได้กำไรที่ดีที่สุด.. </strong></p>
<p><strong>&#8220;นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์&#8221; หรือนามแฝง &#8220;สุมาอี้&#8221; </strong>นักลงทุนรายย่อยแนวลงทุนหุ้นมูลค่า และผู้เขียนหนังสือ &#8220;วัดมูลค่าหุ้น ด้วยตัวคุณเอง&#8221; ตลอดจนผู้เขียนหนังสือ &#8220;ทฤษฎีเกม&#8221; (Game Theory) บอกว่า นักลงทุนที่ลงทุนโดยอาศัยการวัดมูลค่าหุ้น จะไม่ยอมซื้อหุ้นที่มีราคาในกระดาน &#8220;สูงกว่า&#8221; มูลค่าหุ้นที่ประเมินได้เด็ดขาด</p>
<p>ไม่ว่าหุ้นนั้นจะมีปัจจัยพื้นฐานดีเพียงใดก็ตาม</p>
<p>การลงทุนด้วยวิธีนี้ &#8220;ต่างจาก&#8221; การเก็งกำไรหุ้นอย่างสิ้นเชิง เพราะการเก็งกำไรจะเป็นการหากำไรจากการ &#8220;คาดเดา&#8221; ทิศทางของราคาเป็นหลักเท่านั้น</p>
<p><strong>ดังนั้น หุ้นที่ดีจึงอาจไม่ใช่หุ้นที่ดีก็ได้ ถ้าหากราคาหุ้นสูงเกินไป </strong></p>
<p><strong>นักลงทุนเอกของโลกที่ประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่จะไม่ซื้อหุ้นที่มีราคาสูงเกินกว่าราคาที่พวกเขาคิดว่าเป็นมูลค่าที่เหมาะสมของหุ้นตัวนั้น ไม่ว่าหุ้นนั้นจะเป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีเพียงใด </strong></p>
<p>&#8220;ผมจะเคร่งครัดกับการซื้อหุ้นที่ต้องมีราคาต่ำกว่ามูลค่าหุ้นที่วัดได้ หลายๆครั้งที่นั่งมองหุ้นยอดนิยมบางตัวที่มีราคาในกระดานพุ่งขึ้นไปเรื่อยๆ โดยทำอะไรไม่ได้เลย แต่ก็มักรู้ซึ้งถึงคุณค่าของการมีวินัยลงทุนอย่างเคร่งครัด เมื่อราคาหุ้นนั้นได้ดิ่งลงอย่างหนัก&#8221;</p>
<p>ย้อนกลับไปเมื่อ 4-5 ปีก่อน นรินทร์เป็นนักลงทุนอีกคนหนึ่งที่เคยประสบ &#8220;ผลขาดทุน&#8221; จากการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ เมื่อครั้งเขาไปเรียนต่อระดับปริญญาโท</p>
<p>..หรือแม้แต่กลับมาลงทุนหุ้นไทยเมื่อปี 2546 ก็ลงทุนในลักษณะเดิม คือ &#8220;เก็งกำไร&#8221; ทำให้ซ้ำรอยเดิมคือ &#8220;ขาดทุน&#8221;</p>
<p>&#8220;หุ้นตัวแรกในชีวิตที่ผมซื้อ คือ หุ้นแมคโดนัลด์ (MCD) เหตุที่ผมซื้อก็เพราะอยากเป็นเจ้าของแมคโดนัลด์ หลังจากซื้อไปได้แค่สองสามวัน ราคาพุ่งขึ้นไปประมาณ 5% กว่า กำไรกว่า 300 เหรียญ ตอนนั้นเรียนหนังสือไม่รู้เรื่องเลย กลัวว่าตอนนั่งเรียนอยู่ราคามันจะลงแล้วกำไร 300 กว่าเหรียญนั้น มันจะหายไปหมด แล้วมันก็หายจริงๆ จากกำไรกลายเป็นขาดทุนประมาณ 100 กว่าเหรียญ หน้าซีดเลย เป็นการขาดทุนหุ้นครั้งแรกในชีวิต พอวันต่อมาราคามันขึ้นไปใหม่ พอเท่าทุนก็เลยรีบขายทิ้งทันที ล่าสุดกลับไปดูราคาหุ้นแมคโดนัลด์ใหม่ ราคา ณ วันนี้สูงจากตอนที่ซื้อประมาณ 2 เท่ากว่าๆ ผมโง่มั้ยที่ขายทิ้ง แต่ก็ยังดีที่การซื้อหุ้นครั้งแรกในชีวิตไม่ได้ขาดทุน แต่ก็ไม่ได้กำไร..&#8221;</p>
<p>หลังจากเปลี่ยนแนวทางการลงทุน เป็นแนวปัจจัยพื้นฐาน สไตล์ลงทุน &#8220;หุ้นมูลค่า&#8221; เพราะต้องมาทำงานที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุน(บลจ.) แห่งหนึ่ง ทำให้เขาต้องเปลี่ยนสไตล์การลงทุน จากเล่นสั้นเป็นลงทุนระยะยาว</p>
<p><strong>ด้วยวิธีลงทุนค้นหา &#8220;มูลค่าหุ้น&#8221; ก่อนตัดสินใจซื้อหุ้น.. </strong></p>
<p>&#8220;คนส่วนใหญ่จะมองการลงทุนสั้นๆ แต่เราจะมองยาว อย่างหุ้นปตท.สผ. ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา กำไรโต 5-6 เท่า เมื่อราคาหุ้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขึ้นมา 100% คนก็จะรีบขายออก แต่ถ้าวัดมูลค่าหุ้นจะพบว่า กำไรของบริษัทจะโตเรื่อยๆ และราคาหุ้นยังไปได้อีก ควรจะถือต่อไปอีก เพราะราคาหุ้นยังต่ำกว่ามูลค่าจริง แต่อย่างหุ้นเรือ ก่อนหน้านั้นค่าพีอี 2-3 เท่า คนก็จะคิดว่าราคาถูก ซึ่งจริงๆแล้ว กำไรบริษัทไม่ได้ต่อเนื่อง ทำให้มีราคาแพง จะเห็นว่า วันนี้ราคาหุ้นร่วงลงมา 40-50% และค่าพีอีสูง &#8221;</p>
<p>นรินทร์ หรือ &#8220;สุมาอี้&#8221; บอกว่า วิธีการค้นหามูลค่าหุ้นหรือโมเดลวัดมูลค่าหุ้นมีหลายวิธี ไม่ว่า จะเป็นการหามูลค่าหุ้นจากเงินปันผล (Dividend Discount Model) การคิดมูลค่าแบบการใช้ส่วนลดของกระแสเงินสดอิสระ (DCF &#8211; Discount Cashflow Model) การวัดมูลค่าหุ้นที่กำลังเติบโต (Growth Stock Valuation) การหามูลค่าหุ้นวัฏจักร (Cyclical Stock) รวมทั้ง การหามูลค่าของวอร์แรนท์ (Warrant)</p>
<p>แต่วิธีการที่ดีที่สุดในมุมมองของเขา ก็คือ โมเดลคิดมูลค่าหุ้นแบบการใช้ &#8220;ส่วนลดของกระแสเงินสดอิสระ&#8221; (DCF &#8211; Discount Cashflow Model) เพราะเป็นวิธีที่คำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อมูลค่าหุ้นไว้อย่างครบถ้วน</p>
<p>วิธีวัดมูลค่าแบบนี้จะเป็นการตีมูลค่าบริษัทจาก &#8220;กระแสเงินสดอิสระของบริษัท&#8221;</p>
<p>สุมาอี้บอกว่า ค่าของบริษัทจะขึ้นอยู่กับการสร้างกระแสเงินสด โดยผู้ลงทุนจะต้องประมาณการกระแสเงินสดของบริษัท หักด้วยต้นทุน จะเท่ากับมูลค่า เมื่อนำมาเทียบกับราคาหุ้นในตลาด ถ้ามูลค่าหุ้นมากกว่าราคา ก็ควรซื้อและถือไว้ โดยยึดหลักว่า ให้ซื้อคุณค่าของกิจการ ไม่ต้องสนใจราคาหุ้นในตลาด</p>
<p>&#8220;หุ้นของบริษัทจะมีค่า ก็ต่อเมื่อบริษัทสามารถผลิตเงินสดได้ แม้ว่าจะมีกำไรมากน้อยเพียงใด แต่ถ้าไม่สามารถสร้างเงินสดได้ หุ้นบริษัทนั้นก็จะไม่มีค่าใดสำหรับนักลงทุนเลย&#8221;</p>
<p>แม้วิธีวัดมูลค่าแบบ DCF จะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด แต่ก็ไม่เหมาะกับการวัดมูลค่าในธุรกิจบางประเภท เช่น ธุรกิจที่เกี่ยวกับสถาบันการเงิน ซึ่งจะทำให้แยกไม่ออกระหว่างกระแสเงินสดของบริษัทกับสินค้าของบริษัท</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การหาดูค่า P/E , P/BV ก็มีประโยชน์ เหมือนเป็น &#8220;ตะแกรงร่อนหุ้น&#8221; ชั้นแรกได้</p>
<p>&#8220;หุ้นบางตัวทำให้เราตัดทิ้งไปได้เลย แต่ตัวไหนที่คิดจะซื้อจริงๆ ส่วนใหญ่แล้วผมจะทำ DCF เสมอในขั้นตอนสุดท้าย เพราะต้องคิดเสมอว่า ถ้าเราต้องถือหุ้นตัวนี้ตลอดไปแม้ภาวะตลาดไม่ดี เงินปันผลในอนาคตที่เราจะได้ ก็คุ้มกับเงินลงทุนของเราด้วย&#8221;</p>
<p>นรินทร์ ให้ &#8220;ระวัง&#8221; การวัดมูลค่าหุ้นว่า อย่าละทิ้งการวิเคราะห์เชิงปริมาณ เพราะทั้งสองอย่างต้องประกอบกัน ห้ามนำผลประกอบการในอดีตมาตั้งสมมติฐานว่า ผลประกอบการในอนาคตจะแนวโน้มเดียวกันกับอดีต ต้องพยายามศึกษาด้วยว่า บริษัทกำลังมีแผนงานอะไรบ้างในอนาคต เพื่อให้รู้ว่าอนาคตจะแตกต่างจากอดีตแค่ไหน</p>
<p><strong>ส่วนเคล็ดลับในการวัดมูลค่าหุ้นให้ประสบสำเร็จนั้น นรินทร์ ให้คำแนะนำนักลงทุนว่า หนึ่ง..ต้องทำการบ้านมาก่อน</strong> เพราะนอกเหนือจากวิธีวัดมูลค่าหุ้นที่แท้จริงแล้ว ยังขึ้นอยู่กับความสามารถของนักลงทุนในการตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับอนาคตของบริษัทได้ใกล้เคียงสิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงด้วย</p>
<p>&#8220;นักลงทุนต้องรวบรวมข้อมูลบริษัทก่อนที่จะนำมาประเมินมูลค่า ไม่ว่าจะเป็นตัวผู้บริหาร ธุรกิจบริษัท ผลกำไร แผนการลงทุนในอนาคต เพื่อให้เห็นภาพของบริษัทเบื้องต้นก่อน&#8221;<br />
<strong><br />
สอง.. วัดมูลค่าหุ้น อาจเลือกวิธีการใดวิธีการหนึ่งก็ได้</p>
<p>สาม.. ทดสอบความไวของมูลค่าต่อการเปลี่ยนแปลงสมมติฐานที่มีความมั่นใจน้อย</p>
<p>สี่..ลงทุนที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่วัดได้ </strong></p>
<p>&#8220;อย่าซื้อหุ้นที่ราคาเท่ากับมูลค่าหุ้นพอดี เพราะนักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนเท่ากับต้นทุนเงินลงทุนของผู้ถือหุ้น รวมถึงเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการคลาดเคลื่อนในการวัดมูลค่าหรือเหตุการณ์ร้ายในอนาคตที่บริษัทคาดไม่ถึง นักลงทุนจึงควรลงทุนราคาในกระดานต่ำกว่ามูลค่าพอควร&#8221;</p>
<p><strong>สุดท้าย ห้า..มั่นใจในตัวเอง สุมาอี้บอกว่า ถ้าพบว่ามูลค่าหุ้นที่วัดได้ต่ำกว่าราคาในกระดานอย่างมาก นักลงทุนควรมั่นใจในราคานั้น อย่ากลัวที่ทำอะไรไม่เหมือนคนส่วนใหญ่ </strong></p>
<p>ชีวิตการลงทุนของ &#8220;นรินทร์&#8221; วันนี้จึงพูดได้ว่า เดินมา &#8220;ถูกทาง&#8221; และถือว่า ประสบความสำเร็จในแนวการลงทุนระดับหนึ่งในวัย 30 ต้นๆ ..</p>
<p>ปัจจุบันพอร์ตการลงทุนของนรินทร์ มีอยู่เพียง 3-4บริษัท โดยเขาจะซื้อเฉพาะหุ้นที่สามารถมองแนวโน้มการเติบโต 3-5 ปีได้ ซึ่งมีอยู่ไม่มากในตลาดแต่ไม่ใช่ปัญหา</p>
<p>&#8220;<strong>ผมถือคติในตลาดมีหุ้น 500 ตัว เราสนใจแค่ 10 ตัวก็รวยได้เหมือนกัน</strong> ถ้าเราทุ่มเทใช้เวลาศึกษาหุ้น 10 ตัวให้รู้ลึกซึ้งกว่าคนอื่น ผมมีหุ้นในพอร์ตแค่ 3-4 ตัวเท่านั้น และมีหุ้นที่ติดตามอยู่แต่ยังไม่ซื้อเพราะราคาแพงเกินไปอีกประมาณไม่เกิน 10 ตัว หุ้นที่มีประวัติไม่ดีผมไม่เคยมองเลย&#8221;</p>
<p>สุมาอี้ บอกว่า เป้าหมายผลตอบแทนของเขาจะอยู่ราว 15% ต่อปี จะไม่เน้นกำไรมาก แต่เน้นรักษากำไรให้ได้ทุกปี การไม่ซื้อของแพงช่วยทำให้ไม่เคยขาดทุนหนักๆ ผลตอบแทนในระยะยาวอาจจะดีกว่าคนที่หวังกำไรอย่าง aggressive ซึ่งที่ผ่านมากำไรเกินเป้า 15% ทุกปี แต่ถือว่าส่วนที่เกินมาเป็นเสบียง เพราะในอนาคตจะต้องมีปีที่เราทำผลงานได้ไม่ดีด้วย</p>
<p>ฉะนั้น กฎในการลงทุนของสุมาอี้ จึงต้องซื้อหุ้นต่อเมื่อได้วิเคราะห์ข้อมูลจนมั่นใจว่ามูลค่าตลาดของหุ้นต่ำกว่ามูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดในอนาคตทั้งหมด ซื้อมาแล้วไม่ต้องขายก็ยังได้กำไร <strong>อย่าเทรดหุ้นทุกวัน ให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์บริษัทและอุตสาหกรรมให้มากที่สุด </strong></p>
<p><strong>ควรเน้นหุ้นเติบโตสูง จะเป็นหุ้นที่น่าลงทุนมากกว่า เพราะแม้ downside จะสูงถึง 100% แต่ upside ไม่มีขีดจำกัด เพราะพอร์ตที่มีหุ้นเติบโตสูงหลายๆตัว แม้จะผันผวนมากแต่จะวิ่งไกลกว่าพอร์ตหุ้นที่เต็มไปด้วยบลูชิพในระยะยาวๆ </strong></p>
<p><strong>&#8220;ถ้าคุณจอดรถรอไฟแดงอยู่ที่สี่แยก แต่รถคันหลังรุมกดดันด้วยการบีบแตรไล่ให้คุณวิ่งออกไปเลย ถ้าคุณไม่สนใจแรงกดดันนั้น และรอจนไฟเขียวจึงค่อยออกไป คุณก็มีแนวโน้มที่จะลงทุนในหุ้นแล้วประสบความสำเร็จ&#8221; นรินทร์ กล่าว</p>
<p>&#8216;นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์&#8217; พลิกตำราหา &#8216;มูลค่าหุ้น&#8217; ตะแกรงร่อน &#8220;ของดี&#8221; ราคาถูก<br />
นาฏยา ปานเฟือง </strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sarut-homesite.net/%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%ac%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ถุงกับการลดโลกร้อน : นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์</title>
		<link>http://sarut-homesite.net/%e0%b8%96%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b4/</link>
		<comments>http://sarut-homesite.net/%e0%b8%96%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b4/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 01 Jan 2010 10:45:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Economics]]></category>
		<category><![CDATA[นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐศาสตร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.sarut-homesite.net/?p=8193</guid>
		<description><![CDATA[มีอยู่ช่วงหนึ่ง ที่กระแสเรื่องถุงผ้าลดโลกร้อนมาแรงมาก ผมเองก็ได้รับแจกถุงผ้าจากองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน ถึงเดี๋ยวนี้น่าจะเกินยี่สิบใบ แม้ว่าผมจะอยากมีส่วนร่วมในการช่วยลดโลกร้อน แต่ขอยอมรับความจริงว่า ผมไม่เคยนำถุงผ้าที่ได้รับแจกเหล่านั้น ไปใช้เลยแม้แต่หนเดียว ผมยอมรับว่า ยังรู้สึกเขินๆอยู่ ที่จะไปซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ตแล้วโหลดทุกอย่างที่ซื้อใส่ถุงผ้า แบกกลับบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนส่วนใหญ่ไม่ได้ทำแบบนั้นกัน มนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราไม่ชอบความรู้สึกเวลาที่เราเป็นตัวประหลาด ไม่รู้จะมีใครคิดว่าเราเป็นพวกดัดจริตหรือเปล่า ที่เขาบอกว่า การทำความดีต้องอาศัยความกล้าหาญ นับว่าเป็นเรื่องจริงอยู่ไม่น้อย แต่เวลาไปซื้อของชิ้นเล็กๆ แค่ชิ้นสองชิ้นในร้านสะดวกซื้อ ผมจะบอกคนขายว่าไม่เอาถุงแล้วถือของด้วยมือเปล่าเดินออกจากร้านทุกครั้ง แบบนี้ไม่รู้สึกเขินครับ เวลาที่องค์กรทั้งหลายหันมานิยมแจกถุงผ้า เพื่อเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ขององค์กร แต่สุดท้ายแล้ว เพราะอะไรบางอย่าง ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่นิยมนำถุงผ้าไปใช้ มันจะกลายเป็นว่า ถุงผ้าจำนวนมากถูกผลิตขึ้นมา เพื่อการตลาดอย่างเดียว กลายเป็นการเพิ่มคาร์บอนมากกว่าที่จะลด ที่จริงแล้ว ในกระบวนการผลิตถุงผ้าแต่ละใบนั้น มีส่วนทำให้โลกร้อนไม่น้อยเลยทีเดียว ผมรู้สึกชอบไอเดียของรัฐบาลจีนมาก ที่ยื่นมือเข้ามาออกกฎหมายสั่งห้ามร้านค้าให้ถุงพลาสติกแก่ลูกค้าฟรีๆ ลูกค้าคนไหนที่ต้องการถุง จะต้องจ่ายเงินให้ร้านค้าเพื่อซื้อถุงเท่านั้น ผมว่ากฎหมายนี้มีประโยชน์มากในทางปฏิบัติ เพราะปกติพวกร้านค้าก็ไม่ได้อยากให้ถุงลูกค้าเท่าไรหรอก เนื่องจากเป็นต้นทุนอย่างหนึ่งของร้านค้า แต่ครั้นจะออกแคมเปญเลิกให้ถุงเพื่อลดโลกร้อนก็ไม่กล้า เพราะลูกค้าบางส่วนที่ไม่พอใจ เพราะอยากได้ถุงอาจหนีไปซื้อของที่ร้านคู่แข่ง ร้านค้าจึงจำเป็นต้องแจกถุงต่อไป เพราะกลัวว่าจะเสียส่วนแบ่งตลาด ร้านค้ากำลังอยู่ในเกมแห่งความลำบากใจของจำเลย (Prisoners&#8217; Dilemma) ซึ่งผู้เล่นทุกคนรู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นไม่ดี แต่ทุกคนก็จำเป็นต้องทำ เพราะไม่อยากเสียเปรียบ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/01/tnews_1256626874_4702.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-8194" title="tnews_1256626874_4702" src="http://www.sarut-homesite.net/wp-content/uploads/2010/01/tnews_1256626874_4702-225x300.jpg" alt="" width="225" height="300" /></a></p>
<p><strong>มีอยู่ช่วงหนึ่ง ที่กระแสเรื่องถุงผ้าลดโลกร้อนมาแรงมาก ผมเองก็ได้รับแจกถุงผ้าจากองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน ถึงเดี๋ยวนี้น่าจะเกินยี่สิบใบ</strong></p>
<p>แม้ว่าผมจะอยากมีส่วนร่วมในการช่วยลดโลกร้อน แต่ขอยอมรับความจริงว่า ผมไม่เคยนำถุงผ้าที่ได้รับแจกเหล่านั้น ไปใช้เลยแม้แต่หนเดียว</p>
<p>ผมยอมรับว่า ยังรู้สึกเขินๆอยู่ ที่จะไปซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ตแล้วโหลดทุกอย่างที่ซื้อใส่ถุงผ้า แบกกลับบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนส่วนใหญ่ไม่ได้ทำแบบนั้นกัน</p>
<p>มนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราไม่ชอบความรู้สึกเวลาที่เราเป็นตัวประหลาด ไม่รู้จะมีใครคิดว่าเราเป็นพวกดัดจริตหรือเปล่า ที่เขาบอกว่า การทำความดีต้องอาศัยความกล้าหาญ นับว่าเป็นเรื่องจริงอยู่ไม่น้อย</p>
<p>แต่เวลาไปซื้อของชิ้นเล็กๆ แค่ชิ้นสองชิ้นในร้านสะดวกซื้อ ผมจะบอกคนขายว่าไม่เอาถุงแล้วถือของด้วยมือเปล่าเดินออกจากร้านทุกครั้ง แบบนี้ไม่รู้สึกเขินครับ</p>
<p><strong>เวลาที่องค์กรทั้งหลายหันมานิยมแจกถุงผ้า เพื่อเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ขององค์กร แต่สุดท้ายแล้ว เพราะอะไรบางอย่าง ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่นิยมนำถุงผ้าไปใช้ มันจะกลายเป็นว่า ถุงผ้าจำนวนมากถูกผลิตขึ้นมา เพื่อการตลาดอย่างเดียว กลายเป็นการเพิ่มคาร์บอนมากกว่าที่จะลด ที่จริงแล้ว ในกระบวนการผลิตถุงผ้าแต่ละใบนั้น มีส่วนทำให้โลกร้อนไม่น้อยเลยทีเดียว </strong></p>
<p><strong>ผมรู้สึกชอบไอเดียของรัฐบาลจีนมาก ที่ยื่นมือเข้ามาออกกฎหมายสั่งห้ามร้านค้าให้ถุงพลาสติกแก่ลูกค้าฟรีๆ ลูกค้าคนไหนที่ต้องการถุง จะต้องจ่ายเงินให้ร้านค้าเพื่อซื้อถุงเท่านั้น</p>
<p>ผมว่ากฎหมายนี้มีประโยชน์มากในทางปฏิบัติ เพราะปกติพวกร้านค้าก็ไม่ได้อยากให้ถุงลูกค้าเท่าไรหรอก เนื่องจากเป็นต้นทุนอย่างหนึ่งของร้านค้า แต่ครั้นจะออกแคมเปญเลิกให้ถุงเพื่อลดโลกร้อนก็ไม่กล้า เพราะลูกค้าบางส่วนที่ไม่พอใจ เพราะอยากได้ถุงอาจหนีไปซื้อของที่ร้านคู่แข่ง ร้านค้าจึงจำเป็นต้องแจกถุงต่อไป เพราะกลัวว่าจะเสียส่วนแบ่งตลาด ร้านค้ากำลังอยู่ในเกมแห่งความลำบากใจของจำเลย (Prisoners&#8217; Dilemma) ซึ่งผู้เล่นทุกคนรู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นไม่ดี แต่ทุกคนก็จำเป็นต้องทำ เพราะไม่อยากเสียเปรียบ</strong></p>
<p>การที่รัฐบาลออกเป็นกฎหมายให้ทุกร้านค้าห้ามแจกถุงเหมือนกันหมด เป็นการปลดแอกร้านค้าออกจากเกมดังกล่าว เพราะทำให้ร้านค้าไม่ต้องกลัวเสียเปรียบคู่แข่ง เพราะทุกร้านต้องทำเหมือนกันหมด ลูกค้าก็ไม่ต้องรู้สึกเขินอีกต่อไป เพราะคนส่วนใหญ่ต้องทำเหมือนกัน แถมร้านค้าก็ยังได้ลดต้นทุนอีกด้วย</p>
<p>วิธีการนี้ยังไม่ถือเป็นการจำกัดสิทธิจนเกินไป เพราะถ้าใครต้องการถุง เพราะจำเป็นต้องใช้จริงๆ ก็ยังใช้ได้อยู่ เพียงแต่ต้องจ่ายเงินจำนวนหนึ่งให้กับร้านค้าเท่านั้น ซึ่งร้านค้าก็ชอบอยู่แล้ว</p>
<p><strong>วิธีการนี้นับว่า วิน-วิน สำหรับทุกฝ่าย ทั้งร้านค้า ลูกค้า และสิ่งแวดล้อมเลยทีเดียว</p>
<p>รัฐบาลไทยน่าจะรับนโยบายนี้ไว้พิจารณาดูบ้างนะครับ </strong></p>
<p>อ้อเกือบลืมไป ที่จริงแล้ว เวลานำถุงมาเองจากบ้าน ไม่จำเป็นต้องเป็นถุงผ้าก็ได้นะครับ การนำถุงพลาสติกเก่าๆที่เคยใช้แล้ว พับให้เล็ก แล้วใส่กระเป๋ากางเกงมา ถึงเวลาก็กางออกมาใส่สินค้ากลับบ้านยังดีเสียกว่าการใช้ถุงผ้าเสียอีก เพราะเป็นการนำของที่ใช้แล้วกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ <strong>แทนที่จะต้องผลิตถุงผ้าเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งใบ ทำให้โลกร้อนขึ้นอีก</strong></p>
<p><strong>ถุงกับการลดโลกร้อน<br />
นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์<br />
29 ธันวาคม 2552 </strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sarut-homesite.net/%e0%b8%96%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b4/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
